.:: ประวัติความเป็นมาของลาย::. เป็นการรำที่ใช้ในพิธีบายศรีสู่ขวัญ  เมื่อมีแขกมาเยือน  ส่วนใหญ่จะประกอบเพื่อเป็นสิริมงคงในพิธีจะมีพานบายศรีและพราหมณ์ผู้ทำพิธี  เนื้อร้องก็จะอธิบายถึงความสวยงาม ของบายศรี  และเป็นการเรียกขวัญ พอรำเสร็จก็จะมีการผูกข้อมือแขกด้วยฝ้ายขาว  ซึ่งผ่านพิธีกรรมแล้วถือว่าฝ้ายที่ใช้ผูกนั้นจะทำให้อยู่เย็นเป็นสุข

รำโคตรบูรณ์

                ศรีโคตรบูรณ์  เป็นอาณาจักรหนึ่งของชาวอีสาน ในสมัยโบราณซึ่งมีศูนย์กลางในจังหวัดสกลนครและนครพนม เป็นการร่ายรำที่นิ่มนวลมาก  ซึ่งจัดว่าเป็นการรำโบราณคดีของภาคอีสานและท่ารำแต่ละท่าจะมีลีลาเฉพาะตัว ไม่ซ้ำแบบใคร 

เซิ้งทำนา

                เป็นการแสดงถึงขั้นตอนการทำนา  โดยเริ่มตั้งแต่การไถนา  หว่านกล้า ถอนต้นกล้า ปักดำเกี่ยวข้าว การนวดข้าว  และจนกระทั่งสุดท้ายการเก็บข้างใส่ยุ้งฉาง  ผู้แสดงประกอบไปด้วยชายหญิง

รำภูไทยเรณู

                เป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านของชาวภูไท  ซึ่งถือว่าเป็นเอกลักษณ์ของชาวเรณูนคร  จังหวัดนครพนม  เมื่อมีแขกมาเยี่ยมเยือน  ก็จะมีการบายศรีสู่ขวัญ  และมีการรื่นเริงแสดงดนตรีตลอด จนมีการละเล่นระบำรำฟ้อนอย่างสนุกสนาน  โดยเฉพาะหนุ่มสาวออกมาฟ้อนรำเกี้ยวพาราสีกัน  และจังหวะดนตรีจะมีลักษณะเฉพาะที่เป็นเอกลักษณ์  ส่วนท่ารำของหญิงจะอ่อนช้อยสวยงาม ส่วนท่ารำของผู้ชาย จะแสดงออกถึงความแข็งแกร่งสนุกสนาน

รำดึงครกดึงสาก

                รำดึงครกดึงสาก  จัดว่าเป็นพิธีทางไสยศาสตร์ที่กระทำเพื่อขอฝน  โดยมีครก มีสากที่ใช้สำหรับตำข้าว  เป็นอุปกรณ์สำคัญ โดยมีขั้นตอน คือ

                นำครกและสาก  ผูกด้วยเชือกอย่างละเส้น แบ่งผู้ดึงให้เท่ากัน  จับปลายเชือกคนละด้าน  ตั้งจิตอธิษฐานว่า ถ้าฝนจะตกให้ฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ชนะ  ถ้าฝนไม่ตก  ก็ขอให้อีกฝ่ายหนึ่งชนะ  ส่วนท่ารำนั้น  ก็ปรับปรุงตามแบบท่ารำแม่ท่าของชาวอีสาน  ให้ผสมผสานกับท่าที่เป็นไปตามธรรมชาติทำนองเพลงมีการปรับเพื่อให้เกิดความกลมกลืนและเหมาะสมในรูปแบบของศิลปะ

เซิ้งกะโป๋

                เป็นการละเล่นของชาวอีสานใต้แถบ จังหวัดศรีษะเกษ  บุรีรัมย์ สุรินทร์ เป็นต้น    คำว่า  กะโป๋  หมายถึง กะลามะพร้าว  ที่เอาส่วนของเปลือกออกหมดแล้ว  นำมาถือคนละ  ชิ้น แล้วก็ร่ายรำประกอบการเต้นเข้าจังหวะและนำกะลาของตนไปกระทบกับคู่เต้นขงตนเองและของคนอื่น สลับกันไป รำกะโป๋นี้เป็นแสดงออกถึงการรำที่เน้นสายตา  คอ ไหล่ สะโพก  และเท้าของผู้หญิงและผู้ชาย ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความสนใจของฝ่ายตรงกันข้าม

เซิ้งครกมอง

                ครกมองเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการตำข้าวของชาวอีสาน  ที่มีความเจริญน้อยหรือที่เรียกว่าชนบท  ลักษณะของครกมอง มีขนาดใหญ่ ทำจากไม้เนื้อแข็ง มีไม้ยาว ๆ สำหรับตำข้าว  หรือเรียกว่าสาก  ท่ารำจะประดิษฐ์ท่ารำในลีลาอ่อนช้อยและงดงามและมีการพูดผญา  เกี้ยวพาราสีกันระหว่างหนุ่มสาวเป็นที่สนุกสนาน

รำเข็ญฝ้าย

                เป็นการรำที่นำมาประยุกต์ท่ารำ  ซึ่งแสดงถึงการประกอบอาชีพในการทอผ้าของชาวบ้าน โดยท่ารำจะออกมาในลักษณะวิธีการทอผ้า  โดยเริ่มตั้งแต่การออกไปเก็บฝ้าย ตากฝ้าย ดีดฝ้าย และทอผ้า

รำไทภูเขา

                เป็นการรำของชาวภูไทกลุ่มหนึ่ง  ที่อาศัยอยู่ตามภูเขา ในแถบเทือกเขาภูพาน  การรำจะแสดงให้เห็นถึงการที่ชาวภูไท  ได้เดินขึ้นภูเขาเพื่อไปหาของป่า เช่น หน่อไม้  ผักหวาน ใบย่านาง เก็บเห็ด  ตัดหวาย  ที่มีอยู่ตามภูเขาเพื่อนำมาประกอบอาหาร

รำดังหวาย

                เป็นการรำบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์  หรือการเพื่อขอขมาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่ตนเคารพนับถือ ครั้งก่อนเรียกว่า รำถวาย และในปัจจุบันเรียกว่า รำตังหวาย  ท่ารำก็จะมีท่าที่เป็นแม่แบบที่มีความสวยงามตามแบบชาวอีสาน

เซิ้งเซียงข้อง

                เป็นการสะท้อนให้เห็นในเรื่องของพิธีกรรม ศาสนา ความเชื่อของชาวอีสาน  ในการแสดงจะมีการบูชาเชิญเทวดาให้สิงอยู่ในข้อง เพื่อขับไล่ผี เมื่อเทวดามาสิงแล้ว  ข้องนั้นจะสั่นหรือกระตุกเซียงข้องจะนำคนไปยังสถานที่มีผีอยู่ และจะจับหรือไล่ผีให้ออกไปจากหมู่บ้าน  จากนั้นชาวบ้านก็จะอยู่เย็นเป็นสุข

เซิ้งแหย่ไข่มดแดง

                ไข่มดแดง  เป็นอาหารประจำท้องถิ่นของชาวอีสาน  ที่นิยมนำมาประกอบอาหารรับประทาน เช่น ก้อยไข่มดแดง ยำไข่มดแดง  เป็นต้น การแหย่ไข่มดแดงนั้นค่อนข้างลำบากเนื่องจากรับมดแดงนั้นอยู่สูง ดังนั้นจึงต้องใช้ไม้ยาว ๆ ผูกติดกับตะกร้า  แล้วนำไปแหย่  ดังนั้นการแสดงชุดนี้จึงเป็นการแสดงที่ต้องการ ถ่ายทอดลีลาการแหย่ไข่มดแดงประกอบเพลงพื้นบ้าน ในทำนองจังหวะเซิ้ง ได้อย่างสนุกสนาน

รำภูไท เผ่า

                ชาวผู้ไท เป็นกลุ่มน้อยกลุ่มหนึ่งที่อาศัยอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย  แต่เดิมนั้นชาวผู้ไทตั้งบ้านเรือนอยู่แถบสิบสองจุไทย  แล้วชาวผู้ไทชอบตั้งบ้านเรือนอยู่ใกล้  กับภูเขาเพื่อการทำมาหากินจะเป็นไปโดยเรียบง่าย  การแสดงชุดนี้จะแสดงถึงชาวผู้ไทที่อยู่ในภาคอีสาน ซึ่งจะแสดงถึงเอกลักษณ์และประเพณีในแต่ละเผ่า คือ

                เผ่าที่ 1 เผ่าสกลนคร ใช้ลายภูไท

                เผ่าที่ 2 เผ่ากาฬสินธุ์ ใช้ลายภูไทเลาตูบ

                เผ่าที่ 3 เผ่านครพนม ใช้ลายภูไทเรณู (ลมพัดพร้าว)

รำมวยโบราณ

                มวยเป็นศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวเป็นการต่อสู้ด้วยพละกำลัง โดยการใช้มือ เท้า ศอก หัว ซึ่งมีประวัติความเป็นมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์มาแล้ว  ในสมัยก่อนนิยมฝึกหัดในหมู่บ้านนักมวยโบราณเป็นที่นิยมชมชอบของทุกชนชั้น

                คนที่รำมวยโบราณ จะมีการสักลายเต็มตัว  ในสมัยก่อนจะสักด้วยว่าน น้ำยาศักดิ์สิทธิ์  สักเป็นรูปสัตย์ต่าง ๆ ที่เลื่อมใส  มีกำลังอำนาจ นอกจากนั้นยังมีการสักเป็นลวดลายและลงอักษรโบราณที่เป็นคาถาอาคม

                การสักลายนี้ มีจุดมุ่งหมายเหมือนกับมีเครื่องรางของขลังติดตัวไปด้วย ทำให้อยู่คงกะพันแคล้วคลาดและเป็นมหาเสน่ห์  สมัยก่อนการสักลงยันต์ทำกันเป็นเรื่องใหญ่  เพราะต้องสักลงไปบนผิวหนัง ฝังลงไปในเนื้อ โดยใช้เหล็กแหลมเหมือนปากกา  สักด้วยหมึกดำ หมึกแดง ผสมกับว่าน แต่ในปัจจุบันนี้ ไม่มีผู้นิยมสักลาย นักแสดงมวยโบราณ จึงได้พัฒนาการการสักลายมาเป็นการเขียนลายแทน  ดนตรีเป็นทำลองจังหวะภูไท

ฟ้อนแถบลานหรือเซิ้งหลวง

                เป็นการละเล่นของชาวตำบลบ้านติ้ว อ.หล่มสัก  จ.เพชรบูรณ์  ฟ้อนแถบลาน เดิมเรียกว่า รำแขนลาน  เป็นการฟ้อนในเทศกาลเข้าพรรษาและงานทำบุญบั้งไฟ  มีวัตถุประสงค์เพื่อบวงสรวงเจ้าพ่อผาแดง ถ้าเจ้าพ่อมีความพึงพอใจ จะทำให้มีความอุดมสมบูรณ์  ฝนตกต้องตามฤดูกาล สีสันของชุดการแสดงนี้อยู่ที่เสื้อผ้าที่เย็บด้วยแถบใบลานที่มีสีสันลวดลายสวยงาม

เซิ้งบั้งไฟ

                ประเพณีชาวอีสาน มีความสำคัญต่อชีวิตของชาวอีสาน ซึ่งมีฮีต 12 คลอง 14 เป็นหลักในการดำเนินชีวิต  บุญบั้งไฟหรือบุญเดือนหกเป็นประเพณีที่มีส่วนสร้างเสริมกำลังใจแก่ชาวบ้าน และเป็นการเตรียมความพร้อมในการประกอบอาชีพทำนา  จุดประสงค์ใหญ่ คือ เพื่อการขอฝนจากพระยาแถน

รำแพรวากาฬสินธุ์

                แพรวากาฬสินธุ์ หมายถึงผ้าแพรวซึ่งทอด้วยชาวบ้านโพน   อ.คำม่วง จ.กาฬสินธุ์  ซึ่งแต่เดิมมีเพียงสีแดงเท่านั้น ต่อมาเสด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ  ได้ทรงนำเข้าในโครงการศิลปาชีพ และทรงดำรัสให้มีการพัฒนาสีสันให้หลากหลาย สวยงามมากขึ้น

                ต่อมาวิทยาลัยนาฏศิลป์กาฬสินธุ์ ได้นำมาประดิษฐ์เป็นชุดการแสดง ในปี 2534  เนื่องใน วโรกาสครบ  60  รอบ ในสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ โดยผู้แสดงจะห่มผ้าแพรวาสีต่าง ๆ ท่ารำก็จะดัดแปลงมาจากวิธีการทอผ้า

เซิ้งโปง

                เซิ้งโปง  เป็นการแสดงที่ผู้แสดงใช้โปงเป็นอุปกรณ์ประกอบการแสดง  โดยผู้แสดงจะถือโปงคนละ 1 ตัว และจะเขย่าโปงเป็นลายโปงลาย จากนั้นเป็นการแสดงท่ารำต่าง ๆ ซึ่งมีโปงเป็นองค์ประกอบในการให้จังหวะในการแสดง

เซิ้งสุ่ม

                สุ่ม เป็นอุปกรณ์ที่ทำด้วยไม้ไผ่ใช้ในการจับปลาของชาวอีสาน ซึงมีมาตั้งสมัยโบราณแต่ในปัจจุบันเทคโนโลยีได้เจริญมากขึ้น อุปกรณ์ชิ้นนี้จึงไม่เป็นที่นิยมของชาวบ้านมากนัก  จึงได้มีการคิดท่ารำประกอบอุปกรณ์ชิ้นนี้ขึ้นเพื่อที่จะได้อนุรักษ์ศิลปะพื้นบ้านไว้สืบต่อไป

รำมโนราห์เล่นน้ำ

                มโนราห์เล่นน้ำ  คือ ตอนหนึ่งของนิทานเล่ามา  ซึ่งเป็นเรื่องของทุกภาครู้กันดี แต่ตามชื่อเรื่องของชาวอีสานที่เล่ากันนี้ มีชื่อว่า ท้าวสีทน นางมโนราห์  ซึ่งนำเอาตอนหนึ่งในเรื่องมาแสดง คือ ตอนนางมโนราห์อาบน้ำ  พร้อมกับพี่ทั้งหกและนางได้ไปติดบ่วงนายพรานเข้า พวกที่ทั้งหกตกใจกลัวแต่ช่วยอะไรนางไม่ได้  จึงได้บินกลับคืนเขาไกรลาส  ซึ่งเหลือแต่นางมโนราห์ คนเดียวที่ติดบ่วงของนายพราน

                ทำนองดนตรีในชุดนี้ใช้ลายลำเพลิน ซึ่งเป็นทำนองที่มีจังหวะสนุกสนาน เร้าใจ และรวดเร็ว

เรือมปันโจ

                เป็นพิธีกรรมที่ชาวเขมรเรียกว่า “ปันโจบอนล็อด” คือพิธีประทับทรงของเทพยดาเพื่อมารักษาโรคภัยไข้เจ็บ ขณะที่ประทับทรวง จะมีการร่ายรำด้วยลีลาที่งดงามและเป็นความเชื่อว่า ท่าร่าย รำนั้น คือท่ากายภาพบำบัด  เพื่อรักษาโรคภัยไข้เจ็บนั้นเอง

รำโปงลาง

                รำโปงลางเป็นรำที่ใช้ประกอบการแสดงดนตรีพื้นเมืองที่เรียกว่า “โปงลาง”  เพลงที่ใช้บรรเลงเรียกว่า “ลาย” ลายต่าง ๆ นำมาจากการเลียนเสียงธรรมชาติ เกิดขึ้นครั้งแรกที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ลายต่าง  ๆ ที่ใช้ประกอบการรำได้แก่ ลายลมพัดพร้าว ลายโปงลาง ลายช้างขึ้นภู  ลายแม่ฮ้างกล่อมลูก ลายนกไทรบินข้ามทุ่ง  ลายภูไทยเลาะตูม

รำคอนสวรรค์

                รำคอนสวรรค์ คำว่า “คอนสวรรค์”  เป็นสถานที่แห่งหนึ่งในประเทศลาวในสมัยที่ประเทศไทย  และลาวยังเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  รำนี้จึงได้แพร่เข้ามาในประเทศไทย  ซึ่งเป็นการร่ายรำที่มีลีลาอ่อนช้อยงดงามมาก

รำศรีผไทสมันต์

                เป็นการรำที่ประดิษฐ์ท่ารำจากอาชีพเลี้ยงไหม ทอผ้าของอีสานโดยจะเริ่มตั้งแต่ปลูกต้องหม่อน-เก็บใบไหมไปเลี้ยงตัวไหม  การสาวไหม  การเข็นไหม  แล้วนำไหมนั้นทอผ้าเป็นผืนผ้าทำนองเพลงที่ใช้เป็นทำนองกันตรึม   ซึ่งลีล่าการร่ายรำเป็นที่สนุกสนาน  คณะอาจารย์โรงเรียน     สิรินธร โรงเรียนอนุบาลสุรินทร์  เป็นผู้ประดิษฐ์ท่ารำ

ฟ้อนภูไทกาฬสินธุ์

                ฟ้อนภูไทเป็นการฟ้อนประกอบการรำแบบภูไท  ซึ่งปรับปรุงมาจากการเซิ้งบั้งไฟและการฟ้อน  ท่าดอนตาล ผู้แสดงเป็นหญิงทั้งหมด โดยนายมณฑา  ดุลณี  ร่วมกับกลุ่มแม่บ้านโพน  เป็นผู้คิดประดิษฐ์ท่ารำให้เป็นระเบียบ 4 ท่า  ส่วนท่าอื่น ๆ คณะครูหมวดนาฏศิลป์พื้นบ้าน วิทยาลัยนาฏศิลป์กาฬสินธุ์  เป็นผู้ประดิษฐ์โดยได้ยึดเอาการฟ้อนของชาวภูไทคำม่วง เขาวงและกุฉินารายณ์  ทำการแสดงครั้งแรกที่ พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ เมื่อปี พ.. 2537

ลักษณะการแต่งกาย

                เสื้อแขนยาวสีดำ  คอตั้งคอเสื้อใช้ผ้าขิด  ขลิบริมสาบเสื้อด้วยผ้าสีขาว ริมคอเสื้อด้านบนใช้ลูกปัดเล็ก ๆ ร้อยประดับโดยรอบกระดุมใช้เหรียญเงินเก่า ๆ เจาะรูแล้วเอากระดาษสีต่าง ๆ ร้อยทับเหรียญอีกทีหนึ่ง เย็บเป็นแถวลงมาเกือบถึงชายเสื้อ ผ้าถุงใช้ผ้าซิ่นไหมทอเป็นลวดลายต่าง ๆ สวยงาม หรือใช้ไหมมัดหมี่ริมผ้าซิ่นทดลวดลายเป็นเชิงลวดลายนั้นเป็นเอกลักษณ์ของภูไทบ้านโพนโดยเฉพาะ  สไบใช้ผ้าแพรวาพาดเฉียงห่มทับไหล่ซ้ายปล่อยชายทิ้งไว้ด้านหลังหรือห่มเฉียงจากไหล่ซ้าย มาติดเข็มกลัดที่เอวขวาหรือผู้ทิ้งชายยาว  ผมเกล้าสูงและมีผ้าฝ้ายทำเป็นชายอุบะห้อยทิ้งชายลงด้านใดด้านหนึ่งแล้วแต่ความงาม

ไทภูเขา

                หมายถึงชาวไทภูเขากลุ่มหนึ่งที่อาศัยอยู่ตามแถบภูเขา  ในเขตอำเภอคำม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์  การร่ายรำจะแสดงให้เห็นถึงการที่ชาวภูไท ขึ้นไปเก็บหน่อไม้ เก็บผักหวาน เก็บใบย่านาง บนภูเขา เพื่อนำมาประกอบอาหารในชีวิตประจำวัน ดนตรีที่ใช้ประกอบการแสดงจะมีจังหวะตื่นเต้นเร้าใจ

ลักษณะการแต่งกาย

                หญิง สวมเสื้อแขนกระบอกสีแดง  นุ่งผ้าถุง ลายมัดหมี่สีดำ ผ้าแพรวาพาดบ่า  ศรีษะใช้ผ้าแพวาโพกหัว ใช้สีผ้าคาดเอว

                ชาย สวมชุดหม้อฮ่อมใช้ผ้าขาวม้าโพกหัวและคาดเอว สะพายย่าม


เนื้อร้องประกอบการแสดง

บายศรีสู่ขวัญ

(ท่อน1)

           มาเถิดเย้อ มาเยอขวัญเอย มาเย้อขวัญเอย
หมู่ชาวเมืองมาเบื้องขวานั่งส่ายราย เบื้องซ้ายนั่งเป็นแถว
ยอพาขวัญไม้จันทร์เพลิดแพร้ว ขวัญมาแล้ว มาสู่คิงกลม
เกศแก้วหอมลอยลมทั้งเอื้อนชวนชมเก็บเอาไว้บูชา
ยามฝนพร่ำเจ้าอย่าคลาย ยามแดดสายเจ้าอย่าคลา
อยู่ที่ไหนจงมา รัดด้วยชัยยามาคล้องผ้าแพรกระเจา

ท่อน2

       อย่าเพลินเผลอ มาเยอขวัญเอย มาเย้อขวัญเอย
อยู่แดนดินใดหรือฟ้าฟากไกลขอให้มาเฮือนเฮ้า
 เผืออย่าคิดอะไรสู้เก่า ขออย่าเว้าขวัญเจ้าจะตรม
 หมอกน้ำค้างพร่างพรมขวัญอย่าเพลินชมป่าเขาลำเนาไพร
เชิญมาทัดพวงพยอม ทาน้ำหอมให้ชื่นใจ
เหล่าข้าน้อยแต่งไว้ร้อยพวงมาลัยจะคล้องให้สวยรวย

รำภูไท 3 เผ่า

เผ่าที่ 1 (เผ่าสกลนคร)

                              ไปเย้อไปไปโห่เอาชัยเอ้าสอง (ซ้ำ)         ไปโฮมพี่โฮมน้องไปช่วยแซ่ซ้องอวยชัย
                            เชิงเขาแสนจนหนทางก็ลำบาก (ซ้ำ)        ตัวข้อยสู้ทนยากมาฟ้อนรำให้ท่านชม

                                                เผ่าที่ 2 (เผ่ากาฬสินธุ์)

                                    โอ้ยน้อ… ละบ่าวภูไทเอย                  ชายเอยอ้ายได้ยินบ่อเสียงน้อง
                                    คองน้ำตาเอ้นมาใส่                               สาวภูไทไห้สะอื้น
                                    มายืนเอิ้นใส่พี่ชายอ้ายเอ้ย…..อ้ายเอย
                                    ชายเอยเห็นว่าสาวภูไทน้อง              อยู่บ้านป่านาดอน
                                    หากินหมูกินแลน                                 หมู่กระแตดอกเหนอ้ม
                                   ซางมาตั๋วให้นางล้ม                              โคมหนามแล้วถิ่มปล่อย
                                   ทำสัญญากันเรียบร้อย                          ซ้างมาฮ้างดอกห่างกัน อ้ายเอ้ย.อ้าย

รำไทพวน

                โอ้น้อ..มื้อนี้แม้ เลิศล้ำ มือประเสริฐ ดีงาม เฮาจึงมีเวลาพบกัน คราวนี้ โอกาสดีนำได้ เดินทางมาต่านกล่าว ถามขาวข่าวพี่น้องทางพี่ผู้สู่คน พี่น้องเอย

                โอ้น้อ..ยามเมือมาพบพ้อ แสนชื่นสมใจ พี่น้องเอย พอสร้างไขวาจาสิ่งใดมาเว้า เฮือมขอเอามือน้อมประนมกรละต้านต่อ ขอขอบใจพี่น้องทางพี่ผู้สู้คน พี่น้องเอย

                โอ้นอ..เฮานี่แม้ ชาติเชื้อสาวเผ่าไทพวน พี่น้องเอยเนาอยู่เมืองเชียงขวางประเทศลาว ทางโพ้นกับทางโขงพันเกือบบงบานพะนาหย้า พากันเนาคึกส่างทางพู้นสู่คน พี่น้องเอย

                โอ้น้อ..เฮานี่แม้ ชาติเชื้อสายเลือดเดียวกัน พี่น้องเอย มีหลายอันคือกันจ่อต่างกันบ่อน้อย คอยล่ำแลสีหน้าอาภรณ์ ทุกสิ่งอย่างทุกข้าวทางปากเว้าเสมอด้ามดั้งเดียวกันนั่นแหล่ว

                โอ้น้อ..ที่มีกาลหาบตอน ยังก้มเกียรติจบงาม การอยู่กินไปมาสะดวกดีทันด้านสมว่าเป็นเมืองบ้านเฮือนเคียงของน้องพี่ เฮียบได๋เนาที่นี่เสมอบ้านแคบตน พี่น้องเอย

                โอ้น้อ..มาถึงตอนชายนี้ เนี่ยมก็กล่าวอวยพร ขอวิงวอนคุณครู พระธรรมองค์เจ้า ขอให้มานำเข้าบันดาล และอยู่ส่ง ขอให้บ่งพี่น้อง อายุหมั่นหมื่นปี เว้ามาฮอนบอนนี้นางขออวยลาลง ขอขอบใจโคงสายโง้ง ลุง อ่าว ป้า ที่ได้อดสาเยินฟังเฮา น้องต้านกล่าว หวังว่าคราวหน้าพ้นคงสิได้พบกันพี่น้องเอย ลา..ลงท้อนั้น..แหล่ว

ฟ้อนแคน

                (เกริ่น) ได้ยินเสียงแคนอ้าย คืนเดือนหงายคิดฮอดพี่ เสียงลมพัดวี่วี่ พัดแฮงคิดฮอดอ้าย โอยหลายมื้อ แต่คิดนำ จักแมนกรรมหยังน้อง จั่งหมองใจได้ไห้จ่ม  พี่เอ๋ย..พี่บ่อสมความมาดแม้นแลงเซ้าดูเป่าดาย ซ่างบ่อกายมาบ้าน ให้นงครวญได้เหลียวพอ พอให้ใจอีน้อง ๆได้มองอ้ายให้ชื่นใจ…โอ้เด้นอ

                (ร้อง เสียงแคนดัง ฟังตุแลแล่นแต้                ตุแลแล่นแต้ ไผนอมาเป่าๆ

เสียงเหมือนดังเรียกสาว ถามว่าบ้านอยู่ใส น้องได้ฟังเสียงแคนดังหวนไห้ แคนบาดดวงใจ      เหมือนอ้ายเคยเป่าให้ฟังๆ

                * โอ้..ฮักเอ๋ย  ก่อนอ้ายเคยเว้าสั่ง ฮักอ้ายบ่จืดบ่จาง เหมือนแคนอ้ายสั่งดังแล้แล่นแต ๆ 

        บ่ลืมเลือน ยามเมื่อเดือนส่องหล้า สองเราเคยเว้าว่า บ่ลืมสัญญา ฮักใต้ร่มไทร ยามน้องจาก มาอ้ายจ๋า อย่าห่วงอาลัย เสียงแคนคราวใด ยังคิดฮอดอ้ายอยู่ทุกเวลาๆ

(ซ้ำ *)

สาวกาฬสินธุ์ลำเพลิน 

                (เกริ่น)    ละจั่งว่าเปิดผ้าม่านกั้ง แจ้งส่วางสีขาว ขาว….. ละสาวกาฬสินธุ์มาหา อย่าท่าทางหลายเด้ออ้ายๆ

                (ลำ)        โอยเดชาย มามาอ้ายมาไปชมถิ่น มามาอ้ายมาไปชมถิ่น ทางกาฬสินธุ์บ้านน้องสิลองเว้าสู่ฟัง บ่ต้องตั้งใจต่อรอฝนถึงฤดูปักดำสิหลั่งลงทางน้ำ ตามคลองน้อย ซอยมาจากเขื่อน  คือจั่งเดือนส่องแจ้งบ่มีเศร้าเก่าหมอง

                (ร้อง)     ตาเหลียวมองจ้องเขื่อนลำปาว ตาเหลียวมองจ้องเขื่อนลำปาว  นั่งภูสิงห์สูงยาวเป็นทิวทัศน์งามตา ถึงเดือนห้าสงกรานต์เดือนม่วน จนคำนวณบ่ได้ โอยไหลเข้าอั่งโฮม

                                สุขสมชมแดนสีสด จังหวัดงามหมดจดเหมือนดั่งเมืองแมน ได้ชมสมใจสุขแสน บ่มียากแค้นกาฬสินธุ์โสภา เอ้ามามามา เอ้ามาพี่มากราบ ให้ท่านได้ทราบว่าพี่มาเยือน เก็บดอกไม้จุดธูปจุดเทือน เก็บดอกไม้จุดธูปจุดเทือน ยกมือเหนือเศียรให้ท่านช่วยคุ้มครอง  รูปจำลองพระโสมพระมิตร รูปจำลองพระโสมพระมิตร เหมือนดังดวงจิตของชาวน้ำดำ กราบกรานทุกวันเย็นค่ำ เพราะเป็นผู้นำกาฬสินธุ์ถิ่นงาม

                (ลำ)        หันมาเว้าเมืองงามนามแก่น  หันมาเว้าเมืองงามนามแก่น แฟนพูไปอาจฮู้  ดูแล้วเที่ยวมางามฟ้าเกินม่วนหัวใจ แฟนพุไปเที่ยวชม สิบ่ลืมเมืองน้อง สิบ่ลืมเมืองน้อง……

รำตังหวาย

                บัดนี้ ข้าขอยอนอแมนมือน้อม  ชูลีกรนอแมนก้มกราบ  ชูสลอนนอนบ่นอมนิ้วถวายไท้ ดอกผู้อยู่เทิ้ง คนงามของน้องนี่น่า คนงามเอย…

                ชายเอย จุดประสงค์ นอเพื่อหมายแม้น เผือไปซินนอผืนบ้านเก่า ของไทเฮานอตั้งแต่ครั้ง โบราณพื้นให้เฟืองให้ฟู คนงามของน้องนี้นา   คนงามเอย…

                ชายเอย หาเอาตังร้อแมนหวายเซิ้ง ลำแตเถิงน้อบ้านเกียรติกอ สืบแต่กอน้อสุมผู้เฒ่าโบราณ ผืนดอกกะพื้นกะฮ้าย ๆๆ  คนงามของน้องนี่หนา คนงามเอย…

                ชายเอย ปูเป็นทางน้อเผือเหลือแปลง คลองอีสานน้อบ่ให้หลุดล้น นาฎศิลป์น้อแมนคิดค้น นำมาร้องออโฆษณา อ้ายพี่คนงามนี่นา   คนงามเอย…

                ชายเอย  คิดฮอดคราวน้อยามเฮาเว้า  ในเถียงนานั้นบ่มีฟ้า แม้สิฟาดน้อแมนไม้คอน  แม้สิย้อนน้อแมนไม้แซ ตีน้องนั่นแต่ผู้เดียว แต่ผู้เดียว แต่ผู้เดียว  คนงามของน้องนี่หนา คนงามเอย…

                ชายเอย   คนจบๆน้อแมนจังอ้าย งามๆ น้อแมนจังเจ้า ซางบ่ไปน้อแม่นกินข้าวหัวมองน้อเจ้านำไก่ คนขี่ลายน้อแมนจังน้อง กินข้าวน้อแม่นบายปลา อ้ายพี่คนงามนั่นนา คนงามเอย…

                ชายเอย  ไปบ่เมือน้อแม่นนำน้อง เมือนำน้องแม่นนำบ่อ ค่ารถน้องบ่ให้เสีย ค่าเฮือน้องบ่ให้จ้าง น้องสิตายน้อแม่นเป็นช้าง เอรวัณน้อให้อ้ายขี่ ตายเป็นรถกะน้อแท็กซี่ให้อ้ายน้อแม่นขี่เมือ  อ้ายพี่คนงามนี่นา คนงามเอย…

                ชายเอย ย้านบ่จริงน้อแมนจังเว้า สีชมพูน้อเจ้าจังว่า ย้านคือตอก น้อแม่นมัดกล้า ดำนาแล้วละเหยียบใส่ตมๆ คนงามของน้องนี่หนา คนงามเอย…

                บัดนี่  ขอสมพรน้อแม่นไปไฮ ผองเจ้าไทน้อทุกๆท่านสุขสราญ น้อทุกถ้วนหน้า ละสดชื่น ทุกคืนทุกวัน ๆคนงามของน้องนี่หนา น้องขอลาแล้ว

เต้ยหัวโนนตาล

ชาย         โอเดพระนางเอย…พระนางเอ้ย น้องนี้เนาอยู่ทางแคว้นๆ  แดนใด๋ละน้องพี่ ปู ปลา มีบ่ละน้อง
                ทาง
บ้านหม่อมพระนาง

หญิง       โอเดพี่ชายเอย… พี่ชายเอ้ย น้องนี้เนาอยู่ทางก้ำๆ  กะสินคำดำนาห่าง โอเดพี่ชายเอย ปู ปลา เต็ม
 อยู่น้ำ ชวนอ้ายไปเที่ยวชม

ชาย         โอเดพระนางเอย….พระนางเอ้ย อ้ายมีจุดประสงค์แน่น หาแฟนเมืองน่ำก่ำ เมืองดินดำนี้ละน้อง ทางอ้ายจะเกี่ยวดอง กะจั่งว่าแก้มอ่องต่อง ไสยองยองเอย

หญิง       โอเดพี่ชายเอย….พี่ชายเอ้ย เขาซ่าว่านกเขาตู้ บ้านอ้ายมันขันหอง เขาซ่าว่านกเขาทองบ้านอ้าย
                มันขันม่วน  โอเอพี่ชายเอย บัดเทือมาฮ้อดแล้ว คู่ค้างซ่าง บ่โตน คันบ่โตนเจ้าคอนใต้ โอซ่างว่า
               โตนว่า  คอนต่ำ โอเดพี่ชายเอย

ชาย         โอเดพระนางเอย….พระนางเอ้ย คันว่าสิบแหนงไม้ คันว่าซาวแหนงไม้ บ่อคือแหนงดอกไม้ไผ่ โอเดพระนางเอย อยากเป็นเขยบ้านน้องทางอ้ายจังต่าวมา

หญิง       โอเดพี่ชายเอย…พี่ชายเอ้ย อ้ายอย่าตั๋วอีนางให้เซไซบ้าป่วง อย่ามาตั๋วให้น้องนางน้อยล่ะ จ่อยโซ

ชาย         โอเดพระนางเอย….พระนางเอ้ย อ้ายบ่ตั๋วพระนางน้อง คำนางดอกน้องพี่ ฮักอีหลีตั๋วละน้อง ทางอ้ายจั่งด่วนมา

หญิง       โอเดพี่ชายเอย…พี่ชายเอ้ย คันบ่จริงอ้ายอย่าเว้า คันบ่เอาอ้ายอย่าว่า ทางปู่ย่าเพิ่นบ่พร้อมยอมเอาน้องขึ้นสู่เฮือน

ชาย         โอเดพระนางเอย…พระนางเอ้ย  คันว่าเฮือนซานอ้าย น่อซานอ้ายดีหลายได้อุ่น นับเป็นบุญพี่อ้ายคันน้องเข้าฮ่วมเฮือน

หญิง       โอเดพี่ชายเอย…พี่ชายเอ้ย น้องนี้คิดฮอดอ้ายๆ คืนเดือนหงายสิแนมเบิ่งๆ โอเดพี่ชายเอยใจซิเถิงหม่อมอ้ายคืนนั้นให้พี่คอย

ชาย         โอเดพนะนางเอย…พระนางเอ้ย อ้ายสิขอรำเกี้ยวๆ  คำนางให้มันม่วน อ้ายซิชวนหมู่เพื่อนลำ
                 เกี้ยวเข้าใส่กัน