 | |  | |
|
ตำนานแคน ::.
แคน
เป็นเครื่องดนตรีพื้นเมือง ที่เป็นมรดกภาคอีสานที่เก่าแก่ที่สุด
แคนเป็นเครื่องดนตรีที่มีความไพเราะ มีความซับซ้อนของเสียงมาก
แคนเป็นเครื่องดนตรีประเภทเป่าเป็นเพลง
ใครเป็นผู้ประดิษฐ์เครื่องดนตรีนี้ขึ้นมานั้น
ไม่สามารถบอกได้หรือไม่มีหลักฐานที่แน่นอนยืนยันได้
แต่มีเพียงประวัติตำนานที่เล่าขานกันสืบเรื่อยต่อมา
ดังนี้ครั้งก่อนนั้นมีพราหมณ์คนหนึ่งได้เข้าไปในป่าเพื่อหาล่าสัตว์ตามวิถีชีวิตของชาวบ้าน
และพราหมณ์นั้นได้เดินเข้าไปในป่าลึก ก็ได้ยินเสียงแววๆ มา มีความไพเราะมาก
มีทั้งเสียงสูง เสียงต่ำ บ้างสลับกันไป
แล้วพราณห์ก็ได้เข้าไปดูว่าเสียงนั้นมาจากที่ใด ทันใดนั้น
ก็มองเห็นเป็นเสียงร้องของนกชนิดหนึ่ง เรียกว่า
นกการเวก
จากนั้นก็ได้เดินทางกลับบ้าน
แล้วนำเรื่องที่ตนได้ยินมานั้นไปเล่าให้ชาวบ้านได้ฟัง
และมีหญิงหม้ายคนหนึ่งพอได้ฟังแล้วเกิดความสนใจอย่างมาก
เลยขอติดตามนายพราณห์เข้าไปในป่าเพื่อไปดูนกการเวก
ว่ามีความไพเราะจริงหรือไม่
ครั้งหญิงหม้ายได้ฟังเสียงนกการเวกร้องก็เกิดความไพเราะ
เพลิดเพลินและติดอกติดใจ มีความคิดอย่างเดียวว่า จะทำอย่างไรดีถ้าต้องการฟังอีก
ครั้งจะติดตามนกการเวกนี้ไปฟังคงจะยากแน่นอน
จึงคิดที่จะทำเครื่องแทนเสียงร้องนกการเวก ให้มีเสียงเสนาะออนซอนจับใจ
ดุจดังเสียงนกการเวกนี้ให้จงได้ เมื่อหญิงหม้ายกลับถึงบ้าน
ก็ได้คิดทำเครื่องดนตรีต่างๆ เช่น ดีด สี ตี เป่า หลายๆ อย่าง
ก็ยังไม่มีเสียงดนตรีชนิดใดมีเสียงไพเราะเหมือนกับเสียงนกการเวก
ในที่สุดนางก็ได้ไปตัดไม้ชนิดหนึ่ง
เอามาประดิษฐ์ดัดแปลงเป็นเครื่องเป่าชนิดหนึ่ง รู้สึกว่าค่อนข้างไพเราะ
จึงได้พยายามดัดแปลงแก้ไขอีกหลายๆ ครั้ง จนกระทั่งเกิดเป็นเสียงไพเราะ
เหมือนเสียงร้องของนกการเวก
จนในที่สุดเมื่อได้แก้ไขครั้งสุดท้ายแล้วลองเป่ารู้สึกไพเราะ ออนซอนจับใจ
ดุจดังเสียงนกการเวก
นางจึงมีความรู้สึกดีใจในความสำเร็จของตนเป็นพ้นที่ได้ประดิษฐ์เครื่องดนตรีได้เป็นคนแรก
จึงคิดที่จะไปทูลเกล้าถวายพระเจ้าปเสนทิโกศล และนางยังได้ฝึกหัดเป่าลายต่างๆ
จนเกิดความชำนาญเป็นอย่างดี จึงนำเครื่องดนตรีไปเข้าเฝ้าฯ ถวาย
แล้วนางก็ได้เป่าลายเพลงให้พระเจ้าปเสนทิโกศลฟัง
เมื่อฟังเพลงจบแล้วพระเจ้าปเสนทิโกศลทรงมีความพึงพอใจอย่างมากที่มีเครื่องดนตรีประเภทนี้เกิดขี้นและทรงตั้งชื่อเครื่องดนตรีชนิดนี้ว่า
แคน
ด้วยเหตุนี้เครื่องดนตรีที่หญิงหม้ายที่ได้ประดิษฐ์ขึ้นโดยใช้ไม้ไผ้น้อยเรียงติดต่อกันใช้ปากเป่า
จึงได้ชื่อว่า แคน
มาตราบเท่าทุกวันนี้และ แคน ยังมีหลายท่านที่ให้ความหมายของคำว่าแคน
บ้างกล่าวว่าแคนเรียกตามเสียงของแคน โดยเวลาเป่าเสียงแคนจะดังออกมาว่า
แคนแล่นแคน แล่นแคน แล่นแคน แต่บางท่านก็ให้ความหมายว่า แคน
เรียกตามไม้ที่นำมาทำเต้าแคน คือ ไม้ที่ทำเต้าแคนนั้น นิยมใช้ไม้ตะเคียน
หรือภาษาอีสานเรียกว่าไม้แคนจากการสันนิษฐานจากนิยายเรื่อง หญิงหม้าย
แล้วยังสันนิษฐานว่าแคนได้รับอิทธิพลมีที่มาอยู่
2
ประการ คือ
ประการที่หนึ่ง ทางด้านโบราณคดี
ในประเทศจีนซึ่งเป็นดินแดนแห่งประวัติศาสตร์ ได้บ่งบอกว่า
เคยเป็นที่อยู่อาศัยของชาวไทย
ได้มีการขุดพบหลุมฝังศพของหญิงสาวราชินีกุลคนหนึ่ง
แถวมณฑลฮูนาน ราว
2,000 ปี ได้ค้นพบเครื่องดนตรีจำนวนมากมาย เช่น ขลุ่ย
และเครื่องดนตรีสำหรับเป่าที่มีรูปร่างคล้ายกับแคน แต่มีเต้ายาวมาก
เหมือนแคนชาวเขา เผ่ามูเซอ แถบภาคเหนือของไทย นั้นแสดงว่า
เครื่องดนตรีประเภทนี้เคยมีอยู่แล้วในประเทศจีน
ประการที่สอง
ด้านวรรณคดี จากวรรณคดีพื้นบ้านอีสานได้พบการใช้แคนอยู่หลายเรื่อง เช่น
เรื่องท้าวฮุ่งท้าวเจือง และท้าวก่ำกาดำ และเรื่องท้าวก่ำกาดำ มีตอนหนึ่งว่า
กาดำใช้แคนเป่าจีบสาว ดังว่า
ท้าวก็เป่าจ้อยๆ คือเสียงเสพเมืองสวรรค์
จนว่าฝูงคนเฒ่าเหงานอนหายส่วง
จนว่าสาวแม่ฮ้าง คะนงโอ้อ่าวผัว
ฝูงพ่อฮ้างคิดฮ่ำคนึงเมีย
เหลือทนทุกข์ผู้เดียวนอนแล้ว
เป็นที่อัศจรรย์แท้เสียงแคนท้าวก่ำ
ไผ่ได้ฟังม่วนแม้งในสว่างว่างเว
ฝูงกินข้าวคาคอค้างอยู่
ฝูงอาบน้ำป๋าผ่า แล่นมา
ในปัจจุบันนี้ แคน เป็นเครื่องดนตรีที่มีความเก่าแก่มากที่สุด
เป็นเครื่องดนตรีที่มีความนิยมเป่ากันมาก โดยเฉพาะชาวจังหวัดขอนแก่น
ถือเอาแคนเป็นเอกลักษณ์ชาวขอนแก่น รวมทั้งเป็นเครื่องดนตรีประจำภาคอีสานตลอดไป
และในปัจจุบันนี้ชาวบ้านได้มีการประดิษฐ์ทำแคนเป็นอาชีพอย่างมากมาย
เช่น อ.นาหว้า
จ.นครพนม จะทำแคนเป็นอาชีพทั้งหมู่บ้าน รวมทั้ง
จังหวัดอื่นๆ อีกมากมาย
และแคนยังเป็นเครื่องดนตรีที่นำมาเป่าประกอบการแสดงต่างๆ เช่นแคนวง วงโปงลาง
วงดนตรีพื้นเมือง รวมทั้งมีการเป่าประกอบพิธีกรรมของชาวอีสาน เช่า รำผีฟ้า
รำภูไท เป็นต้น รวมทั้งเป่าประกอบหมอลำกลอน ลำเพลิน ลำพื้น รวมทั้งหมอลำซิ่ง
ยังขาดแคนไม่ได้
|