ล่วงหน้า
(เป็นแบบหนึ่งของ “ลัก” ดูคำว่า ลัก) หมายถึงการร้องหรือบรรเลงอย่างหนึ่ง ซึ่งอาจเป็นเครื่องดนตรีอย่างใดอย่างหนึ่งพลิกแพลงทำนองบรรเลงโดยตัดทำนองให้สั้นเพื่อไปถึงเสียงที่ตกจังหวะให้ตกก่อนเครื่องดนตรีอื่น ๆ คือบรรเลงขึ้นต้นประโยคพร้อมกับเครื่องดนตรีอื่น แต่ให้สุประโยคก่อน
อธิบาย : วิธีการบรรเลงแบบนี้ มักเป็นการบรรเลงประจำของระนาดทุ้มไม้ ทุ้มเหล็ก และซออู้ แต่เครื่องดนตรีอื่น ๆ เช่น ระนาดเอก และซอด้วง ก็มีใช้อยู่บ้างบางโอกาส ถ้าจะเปรียบเทียบกับคำว่าเหลื่อม จะเห็นว่าผิดกันตรงที่เหลื่อมแบ่งผู้บรรเลงเป็นพวกหน้าพวกหลัง ขนาดของประโยคบรรเลงยาวเท่ากัน พวกที่จะเหลื่อมต้องบรรเลงขึ้นมาก่อน และเป็นการบรรเลงตามที่ท่านผู้แต่งเพลงได้กำหนดไว้แล้ว (ดูคำว่าเหลื่อม) ส่วนล่วงหน้านี้เป็นวิธีการของเครื่องดนตรีอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งผู้บรรเลงได้ประดิษฐ์ขึ้นเอง ไม่มีการแบ่งพวกและทำนองที่บรรเลงก็ขึ้นต้นประโยคมาพร้อม ๆ กัน หากแต่รีบหาทางตัดให้สั้น ล่วงหน้าไปให้ถึงเสียงท้ายประโยคก่อนผู้อื่นเท่านั้น
--------------------------------------------------------------------------------
ล้วง
ได้แก่การบรรเลงด้วยเครื่องดนตรีอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยเพิ่มทำนองบรรเลงล้ำเข้ามาก่อนที่จะถึงหน้าที่บรรเลงตามปรกติ
อธิบาย : วิธีการอย่างนี้มักจะมีในตอนที่บรรเลงลูกล้อลูกขัดหรือเวลาที่จะรับจากร้าง คือก่อนที่จะถึงหน้าที่บรรเลงตามปรกติของตน ก็หาทำนองอย่างใดอย่างหนึ่งบรรเลงขึ้นมาก่อนที่อีกฝ่ายหนึ่งจะจบ
--------------------------------------------------------------------------------
ล่อน
ได้แก่การปฏิบัติในวิธีที่เรียกว่า สะบัด ขยี้ รัว หรือกวาด ได้ชัดเจนทุกเสียงไม่กล้อมแกล้มหรือกระทบเสียงอื่นที่ไม่ต้องการเหมือนกับผลเงาะที่แกะเนื้อออก ไม่มีติดเมล็ดเลย เราก็เรียกว่า “ล่อน”
--------------------------------------------------------------------------------
ละเอียด
เป็นคำเรียกการบรรเลงรัวหรือกรอ (ดูคำว่ารัวและกรอ) ที่บรรเลงได้โดยมีพยางค์ของเสียงถี่มาก ซึ่งถือว่าการรัวหรือกรอไม้ละเอียดนั้น เป็นการปฏิบัติที่ดี
--------------------------------------------------------------------------------
ลัก
หรือ “ลักจังหวะ” หมายถึงการร้องหรือบรรเลงด้วยเครื่องดนตรีทั้งเครื่องทำทำนองและเครื่องประกอบจังหวะ ซึ่งดำเนินไปโดยไม่ตรงกับจังหวะ เสียงที่หนักหรือน่าจะลงตรงจังหวะก็ทำให้ตกลงในที่อื่นซึ่งไม่ตรงจังหวะ แต่การกระทำนี้เป็นการกระทำโดยเจตนา เพื่อที่จะให้เกิดความไพเราะหรือเร้าอารมณ์ไปอีกทางหนึ่ง ซึ่งไม่ถือว่าเป็นผิด ลักหรือลักจังหวะนี้ แบ่งออกไปได้เป็น 3 อย่างคือ เหลื่อม ล่วงหน้า และย้อย (ดูคำว่าเหลื่อม ล่วงหน้า และย้อย) ซึ่งมีลักษณะต่าง ๆ กันทั้งนั้น
--------------------------------------------------------------------------------
ลา
ก. เป็นชื่อเพลงที่บรรเลงเพื่อแสดงว่า “จบ” หรือ “จบภาค” ของการบรรเลงในตอนนั้น
ข. ไม้กลองที่ตีสอดแทรกแซงให้กระชั้นกัน ซึ่งเป็นไปตามแบบบัญญัติ มิใช่เล่นไม้ เพื่อให้ทราบว่าจบตอนของเพลงหรือจบเพลง เช่น เพลงเสมอ จะตีไม้เดิน (ดูคำว่าไม้เดิน) 5 ไม้แล้วจึงถึงลาเรียกว่า “5 ไม้ลา” หมายความว่าดำเนินเรื่อย ๆ มา 5 จังหวะ (ของกลอง) แล้วก็ถึงตอนจบ
อธิบาย : คำว่า “ลา” ก็หมายความว่า “จบ” เวลาบรรเลงเพลงเร็วมาแล้ว พอจะจบก็ติดต่อด้วยเพลงลา และเพลงรัว 3 ลา ก็คือรัว 3 จบหรือรัว 3 ครั้ง แล้วจึงลงจบ
--------------------------------------------------------------------------------
ลำ
ในสมัยโบราณใช้เรียกแทนคำว่าเพลง เช่น เพลงนางนาค เรียกว่าลำนางนาค การละเล่นอย่างหนึ่งทางภาคอีสาน ที่ร้องเคล้าไปกับแคน เรียกว่า “ลำแคน” คนร้องเรียกว่า “หมอลำ” และคนเป่าแคนเรียกว่า “หมอแคน”
ในสมัยปัจจุบัน มักจะแยกความหมายระหว่าง “เพลง” กับ “ลำ” เป็นคนละอย่าง เพลงหมายถึงทำนองที่มีกำหนดความสั้นยาวแน่นอน (ดูคำว่าเพลง) แม้เพลงบางเพลงที่มีโยนซึ่งไม่กำหนดจำนวนจังหวะ แต่เมื่อถึงเนื้อเพลงก็มีทำนองอันแน่นอนหากจะมีบทร้องก็ต้องถือทำนองเพลงเป็นใหญ่ ส่วนลำนั้นถือถ้อยคำอันเป็นบทร้องเป็นสำคัญ ต้องน้อมทำนองเข้าหาถ้อยคำและความสั้นยาวไม่มีกำหนดแน่นอน เช่น การขับลำของหมอลำเป็นต้น
--------------------------------------------------------------------------------
ลำนำ
เสียงที่สั้นยาวเบาแรงของการขับร้องหรือเครื่องดนตรีต่าง ๆ
อธิบาย : ไม่ว่าการเปล่งเสียงหรือการบรรเลงด้วยเครื่องดนตรี ทั้งที่ดำเนินทำนองและประกอบจังหวะ ย่อมมีส่วนสัดคามสั้นยาวเบาแรงของเสียง แม้แต่การอ่านโคลงฉันท์กาพย์กลอนหรือการเป่านกหวีดให้จังหวะฝึกหัดพลศึกษา ก็ย่อมมีความสั้นยาวเบาแรง อาการที่เป็นที่ฆะรัสสะและครุลหุเช่นนี้แหละ เรียกว่า ลำนำ ซึ่งเทียบได้กับศัพท์ดนตรีสากลว่า Rhythm
--------------------------------------------------------------------------------
ลีลา
ได้แก่ส่วนสัดและลักษณะความเคลื่อนไหวของการดำเนินทำนองและลำนำ (ดูคำว่าทำนองและลำนำ)
อธิบาย : อันส่วนสัดและลักษณะของความเคลื่อนไหวที่ดำเนินไปนั้นย่อมมีแกศิลปะทุกแขนง ๆ แต่ในที่นี้เป็นเรื่องของการร้องเพลงและบรรเลงดนตรี จึงกำหนดของคำว่า “ลีลา” หมายถึงส่วนสัดและลักษณะความเคลื่อนไหวของการดำเนินทำนองและลำนำ อันส่วนสัดความเคลื่อนไหวการดำเนินทำนองและลำนำของเพลงนั้นย่อมดำเนินไปโดยลักษณะต่าง ๆ กัน ซึ่งจะสังเกตได้จากเสียงสูงต่ำและสั้นยาวเบาแรงที่ผู้แต่งหรือผู้บรรเลงได้ประดิษฐ์เรียบเรียงขึ้น เมื่อเวลาทำนองเพลงดำเนินไปเราอาจคิดเปรียบเทียบวาดเป็นรูปร่างขึ้นในความรู้สึกได้ ถ้าทำนองเรียบ ๆ พื้น ๆ ก็เป็นเสมือนเส้นตรง ถ้ามีการเคลื่อนไหวให้ทำนองพลิกแพลงออกไปก็อาจคล้ายกับรูปเส้นคดไปคดมาหรือถ้าเป็นทำนองโลดโผนมาก ๆ ก็อาจเป็นรูปอย่างตารางวัดปรอทคนไข้ก็ได้ ลักษณะของส่วนสัดความเคลื่อนไหวเหล่านี้แหละคือ “ลีลา” เพลงจะไพเราะหรือไม่อย่างไรก็อยู่ที่ลีลาเป็นสำคัญ
--------------------------------------------------------------------------------
ลูกขัด
เป็นวิธีการบรรเลงทำนองอย่างหนึ่งที่แบ่งเครื่องดนตรี (หรือร้อง) ออกเป็น 2 พวก พวกหนึ่งเรียกว่าพวกหน้า (บรรเลงก่อน) อีกพวกหนึ่งเรียกว่าพวกหลัง (บรรเลงทีหลัง) ทั้ง 2 พวกนี้ผลัดกันบรรเลงคนละที เมื่อพวกหน้าบรรเลงไปหมดวรรคตอนแล้ว พวกหลังจึงจะบรรเลงบ้าง แต่ที่จะเรียกได้ว่า “ลูกขัด” นี้ เมื่อพวกหน้าบรรเลงเป็นทำนองอย่างหนึ่งแล้ว พวกหลังก็จะบรรเลงทำนองให้ผิดแผกแตกต่างไปอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งไม่เหมือนกับทำนองของพวกหน้า ทำนองที่ผลัดกันบรรเลงนี้ไม่บังคับว่าจะสั้นยาวเท่าใด ทั้งนี้แล้วแต่ผู้แต่งจะประดิษฐ์ขึ้น อย่างสั้นที่สุดอาจผลัดกันทำเพียงพวกละพยางค์เดียวก็ได้
--------------------------------------------------------------------------------
ลูกบด
ได้แก่เพลงเล็ก ๆ ที่บรรเลงต่อจากเพลงใหญ่ซึ่งถือว่าเป็น แม่บท เพลงเล็ก ๆ ที่เรียกว่าลูกบทนี้ อาจเป็นเพลงในอัตรา 2 ชั้น ชั้นเดียว ครึ่งชั้น หรือเพลงภาษาต่าง ๆ ก็ได้
อธิบาย : วิธีบรรเลงในสมัยโบราณนั้น เมื่อได้บรรเลงเพลงอัตรา 3 ชั้น เพลงใดเพลงหนึ่งจบลงแล้ว ก็บรรเลงเพลง ลูกหมด (ดูคำว่าลูกหมด) แสดงว่าจบ แล้วบรรเลงเพลงเล็ก ๆ (2 ชั้น หรือชั้นเดียว ฯลฯ) อีกเพลงหนึ่ง และบรรเลงเพลงลูกหมดปิดท้ายให้เห็นว่าจบจริง ๆ อีกครั้งหนึ่ง เพลงเล็ก ๆ (2 ชั้นหรือชั้นเดียว ฯลฯ) ที่บรรเลงต่อท้ายนี้แหละคือเพลงที่เรียกว่า “ลูกบท” แต่เกณฑ์อันนี้อาจเปลี่ยนแปลงโดยไม่ต้องมีเพลงลูกหมดคั่นกลางก็ได้ คือพอจบเพลง 3 ชั้นซึ่งเป็นประธานหรือแม่บทแล้วก็บรรเลงเพลงเล็ก ๆ ซึ่งเป็นลูกบทติดต่อไปทีเดียว และจะจบลงโดยมีเพลงลูกหมดหรือไม่มีก็ได้ แล้วแต่ผู้ประดิษฐ์และผู้บรรเลงจะเห็นสมควรเป็นเพลง ๆ ไป และเพลงลูกบทนี้ จะมีร้องด้วยก็ได้ หรืออาจมีหลาย ๆ เพลงต่อกันก็ได้ แต่ต้องมีอัตราต่ำกว่าเพลงที่เป็นแม่บท
อุทาหรณ์ : เมื่อร้องและบรรเลงเพลงจรเข้หางยาว 3 ชั้นจบแล้ว จึงออกลูกหมด แล้วร้องและบรรเลงเพลงจีนขิมเล็กต่อไป เสร็จแล้วก็ออกลูกหมดอีกครั้งหนึ่ง เพลงจีนขิมเล็กนี้แหละคือลูกบทนอกจากนั้น การบรรเลงลูกบทนี้ยังเป็นต้นทางให้เกิดการแสดงลิเกขึ้นอีกด้านหนึ่งด้วย ครั้งแรกการบรรเลงออกลูกบทก็เพียงแต่บรรเลงดนตรีเฉย ๆ ต่อมาเพลงออกลูกบทนั้นจึงมีร้องเพิ่มขึ้น และร้องติดต่อกันหลาย ๆ เพลงให้เป็นเรื่องราวเพื่อความสนุกสนาน แต่เรื่องของการแข่งขันอย่างหนึ่ง กับความไม่เพียงพอของศิลปินอย่างหนึ่ง ทำให้ก้าวหน้าต่อไปคือ เพิ่มคนรำแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าแพรพรรณสีฉูดฉาดออกมาร้องรำตามเพลงซึ่งเป็นลูกบทนั้น เรียกกันว่า “ออกหางเครื่อง” หรือ “ออกท้ายเครื่อง” เมื่อได้รับความนิยมจากผู้ชมมากขึ้น ก็ขยายออกไปเป็นการแสดงนิทานเรื่องสั้น ๆ เช่น เรื่องพญาน้อยชมตลาด เป็นต้น เรียกกันว่า “ลิเกลูกบท” ภายหลังจึงมีผู้คิดผสมลิเกลูกบทเข้ากับลิเกบันตน กลายเป็นการแสดงลิเกที่เป็นอยู่โดยทั่วไป ลิเกสมัยก่อนนั้นก่อนที่จะลงโรงเริ่มแสดงปี่พาทย์ต้องบรรเลงเพลงภาษาต่าง ๆ เรียกว่าออกภาษา (หรือออกสิบสองภาษา) แล้วมีคนตีรำมะนาหมู่หนึ่งออกมาร้องเพลงแขกปนไทย เรียกว่า “เพลงบันตน” เสียพักหนึ่ง เสร็จแล้วจึงแสดงออกแขก หมดชุดแขกแล้วจึงลงโรงแสดงลิเกเป็นเรื่องต่อไป ปัจจุบันนี้การร้องบันตนได้สูญไปจากวงการลิเกสิ้นแล้ว และการแสดงอื่น ๆ ก็ได้เปลี่ยนแปลงมาตามกาลสมัย และจะเปลี่ยนไปอย่างไรอีกก็ไม่สามารถจะทราบได้
--------------------------------------------------------------------------------
ลูกล้อ
เป็นวิธีการบรรเลงทำนองอย่างหนึ่งที่แบ่งเครื่องดนตรี (หรือร้อง) ออกเป็น 2 พวก พวกหนึ่งเรียกว่าพวกหน้า อีกพวกหนึ่งเรียกว่าพวกหลัง ทั้ง 2 พวกนี้ผลัดกันบรรเลงคนละที เมื่อพวกหน้าบรรเลงไปหมดวรรคตอนแล้ว พวกหลังจึงจะบรรเลงบ้าง (เช่นเดียวกับคำว่าลูกขัดที่กล่าวมาแล้ว) แต่ที่จะเรียกได้ว่า “ลูกล้อ” นี้ เมื่อพวกหน้าบรรเลงไปเป็นทำนองอย่างใด พวกหลังก็จะบรรเลงเป็นทำนองซ้ำอย่างเดียวกันกับพวกหน้า และทำนองที่ผลัดกันบรรเลงนี้ ก็แล้วแต่ผู้แต่จะประดิษฐ์ขึ้น จะสั้นยาวเท่าใดหรือเพียงพยางค์เดียวก็ได้
อธิบาย : ถ้าจะเปรียบเทียบคำว่า “ลูกขัด” กับ “ลูกล้อ” ให้เข้าใจง่าย จงจำไว้ว่าถ้าพวกหลังบรรเลงไม่เหมือนพวกหน้าก็เป็นลูกขัด หากพวกหลังบรรเลงเหมือนกับพวกหน้าก็เป็นลูกล้อเช่นเดียวกับคำพูดของคน 2 คน คนแรกพูดอย่างหนึ่ง อีกคนพูดไปเสียอีกอย่างหนึ่งไม่เหมือนกัน ก็เรียกว่าพูดขัด หรือขัดคอ ซึ่งตรงกับลูกขัด ถ้าคนแรกพูดอย่างใด อีกคนก็พูดเหมือนอย่างนั้น ก็เรียกว่า เลียน หรือ ล้อ หรือ ล้อเลียน ซึ่งตรงกับลูกล้อ
--------------------------------------------------------------------------------
ลูกหมด
เป็นชื่อเพลงประเภทหนึ่ง ซึ่งเป็นเพลงสั้น ๆ มีจังหวะเร็ว เทียบเท่ากับจังหวะหน้าทับสองไม้ชั้นเดียวหรือครึ่งชั้น สำหรับบรรเลงต่อท้ายเพลงต่าง ๆ เพื่อแสดงว่าจบ (หมด)
--------------------------------------------------------------------------------
เล่นไม้
การตีกลองทัดพลิกแพลงสอดแทรกให้ผิดไปจากแบบแผนไม้กลองเดิม (ดูคำว่าไม้กลอง) แต่จะต้องยึดถือไม้กลองอันเป็นเนื้อแท้ของเดิมไว้เป็นหลัก ทั้งนี้ก็เพื่อแก้เบื่ออย่างหนึ่งกับเพื่อให้เหมาะสมกับท่ารำของตัวโขนละคอนที่บรรเลงประกอบ ซึ่งมีความประสงค์เช่นเดียวกับคำว่าส่าย (ดูคำว่าส่าย) ของเครื่องขึงหนังจำพวกตีหน้าทับ
--------------------------------------------------------------------------------
|