ดนตรีไม่มีแบ่งแยก

นบ ประทีปะเสน ดนตรีไม่มีการแบ่งแยก


มโนมัย มโนภาพ



สิ่งที่โหดหินมากคงไม่ใช่เรื่องของตัวเอง แต่เป็นเรื่องการยอมรับจากผู้คน นักดนตรี-ต่อให้เป็นศิลปินอย่างไรก็ต้องเลี้ยงดูชีวิตตัวเอง แต่หลายครั้ง ค่าตอบแทนบีบบังคับทำให้เราต้องทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ อีกอย่างหนึ่งคือคนที่ให้ค่าตอบแทนไม่ให้เกียรตินักดนตรี โดยเฉพาะพวกจัดงาน event ต่างๆ ผมไม่แฮปปี้นัก บอกกับตัวเองเสมอว่า เมื่อไรที่เรามาถึงจุดใดจุดหนึ่งได้ จะยืนหยัดต่อสู้กับคนพวกนี้

มีช่องทางสักกี่มากน้อยสำหรับการเติบโตของคนดนตรีสักคนหนึ่งในสังคมไทย โดยไม่จำเป็นต้องเข้าไปอาศัยร่มเงาของทุนบันเทิงอย่าง 2 ค่ายเพลงยักษ์ใหญ่อย่างพินอบพิเทา ในยุคสมัยที่รัฐบาลโหมประโคมแนวคิดของการเป็นผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ?

เส้นทางโดยส่วนมากของนักดนตรีบ้านเรา หากไม่ทำงานในห้องอัดตามใบสั่งของนายทุน เล่นดนตรีกลางคืนที่มีแนวโน้มค่อนข้างซ้ำซากจำเจ หรือเป็นมือปืนรับจ้างตามคอนเสิร์ตต่างๆ ซึ่งบ่อยครั้งต้องเล่นดนตรีไร้สาระกว่าศักยภาพที่ตนมีอยู่ ก็มักหนีไม่พ้นอาชีพสอนดนตรี ซึ่งเป็นทางออกที่ดีที่สุดทางหนึ่งในการประคับประคองตัวเองให้อยู่รอดและมีศักดิ์ศรี

สำหรับหนุ่มวัย 33 คนนี้ เขาอาจจะโชคดีกว่านักดนตรีคนอื่นๆ ตรงที่มีงานประจำเป็นข้าราชการทหารสังกัดกองดุริยางค์ทหารเรือ จากนั้นยังมีโอกาสได้ทำงานเฉพาะกิจที่ไม่ต้อง 'ฝืนความรู้สึก' บ่อยครั้งนัก เมื่อเปรียบเทียบกับเพื่อนร่วมวิชาชีพคนอื่นๆ

แต่การจะสานฝันความคิดทางดนตรีที่พริ้งพรายให้กลายเป็นจริงก็ยังไม่ใช่เรื่องง่ายเสียทีเดียว

ความน่าสนใจในฐานะคนดนตรีของ นบ ประทีปะเสน ไม่ได้อยู่ตรงที่เขาเรียนจบจากคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แล้วไปคว้ามาสเตอร์ดีกรีด้านคอมโพสิชั่น จากสถาบัน บอสตัน คอนเซอร์เวทอรี สหรัฐอเมริกา เท่านั้น

แต่อยู่ตรงที่เขาเป็นหนึ่งในบรรดาคนรุ่นใหม่ของวงการดนตรีวันนี้ ที่พอจะเป็น 'ความหวัง' ให้แก่ผู้เฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวที่แปลกใหม่ในวงการดนตรีบ้านเราได้บ้าง จากผลงานทางดนตรีที่เขามีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นงานเรียบเรียงและประพันธ์ดนตรี งานคอนเสิร์ตคลาสสิกกับบีเอสโอ และงานบันทึกเสียงให้แก่ศิลปินรุ่นครู อย่าง อ.ดนู ฮันตระกูล

ที่ผ่านมา นบ ทำงานดนตรีด้วยปริมาณมากเพียงพอที่จะทำให้เขาย้อนกลับมาพิจารณาตัวเอง เพื่อกำหนดจังหวะก้าวที่มีทิศทางชัดเจนยิ่งขึ้น โดยในอนาคตอันใกล้นี้ เขากำลังจะมีคอนเสิร์ตกับผองเพื่อน ในรูปรอยของการทดลองผสมผสานระหว่างดนตรีคลาสสิกและดนตรีแจ๊ส ภายใต้ชื่อ Crossover Performance ซึ่งจะเป็นฟรีคอนเสิร์ตหมายเลขหนึ่ง ภายใต้โครงการ 'จุดประกาย คอนเสิร์ต ซีรีส์ 2004'

ก่อนที่คอนเสิร์ตจะเริ่มต้นขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 7 มีนาคมนี้ เวลา 17.00 น. ณ หอประชุมเล็ก ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ถนนรัชดาภิเษก นี่คือบทสนทนาระหว่างเขากับ 'จุดประกาย-เสาร์สวัสดี' ที่เตรียมไว้เป็นการอุ่นเครื่อง เพื่อให้คุณรู้จัก Piano Man คนนี้ดีขึ้น

.................

ขอทราบเหตุผลที่คุณเลือกไปเรียนต่อปริญญาโทด้านการประพันธ์ดนตรี หลังจบปริญญาตรีด้านการเล่นเปียโน (piano performance) ?

ถึงจะเป็นเมเจอร์ เปียโน เพอร์ฟอร์แมนซ์ แต่โดยพื้นฐาน ผมเป็นคนชอบแต่งเพลง และในซีเนียร์โปรเจคตอนปริญญาตรี ผมต้องทำ ฟูล รีไซตัล (full recital) โดยครึ่งหลังของรีไซตัล เป็นคอมโพสิชั่นของผมเอง ดังนั้น การแต่งเพลงจึงเหมือนวิชาไมเนอร์ของผม นี่จึงเป็นสาเหตุที่ผมไปเรียนต่อด้านคอมโพสิชั่น

แน่นอนว่าความเข้มข้นในบรรยากาศการเรียนมีความแตกต่างกันมาก ซึ่งส่งผลต่อการเรียนของผมด้วย นอกจากนี้ ขณะที่ผมไปเรียนคอมโพสิชั่นโดยตรง ปีแรกครูผมแนะนำให้ผมเทคคอร์สเปียโนไปด้วย หมายความว่าปลายเทอมของปีแรกทั้งสองเทอม ผมต้องจูรี (jury) คือต้องไปเล่นให้คณาจารย์ให้คะแนนตอนปลายเทอม ต้องไปเล่นพร้อมๆ กับพวกที่เรียนเอกเปียโน ดังนั้น ปีแรก ผมจึงต้องซ้อมเปียโนไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าเมเจอร์เปียโนเลย ขณะที่ต้องส่งงานคอมโพสิชั่นไปด้วย

เรียกได้ว่าเรียนแบบเข้มข้นมากๆ ?

ครับ มันเข้มข้นกว่ามาก อย่างไปอยู่ที่โน่น ผมต้องซ้อมเปียโนอย่างต่ำ 6 ชั่วโมง ทั้งที่ตอนอยู่เมืองไทยทำไม่ได้ ทำไม่เป็น เหมือนถูกบังคับ (หัวเราะ) คือเราก็อยากจะซ้อมไปเอง เพราะเห็นคนข้างๆ เขาซ้อมกันอย่างหนักหน่วง คือถ้าเราไม่ทำ มีหวังคะแนนหรือผลการเรียนของเราคงไม่สามารถแข่งขันกับเขาได้

มีคนเอเชียไปเรียนมากไหม

ที่อเมริกา คนเอเชียมากครับ ผมเชื่อว่าโรงเรียนดนตรีเกือบทุกโรงเรียนในอเมริกา ตั้งแต่ระดับท็อปเทนลงมาจนถึงธรรมดา มีแต่คนเอเชียไปเรียนทั้งนั้น

คิดว่าเป็นเพราะอะไร

ผมคิดว่าชาวเอเชียตื่นตัวกับดนตรีตะวันตก และต้องยอมรับว่าคนไปเรียนที่อเมริกาโดยส่วนใหญ่ เป็นคนที่มีฐานะ มีกำลังพอที่จะไป ส่วนใหญ่ที่ผมเห็น เป็นพวกเกาหลี ญี่ปุ่น และจีน ซึ่งมันส่งผลให้เห็นถึงวงการดนตรีในประเทศเขาเลยครับ โดยเฉพาะในเวลานี้ จะเห็นผลมาก เพราะเขามาเรียนกันเยอะ

สำหรับประเทศไทย ผมว่าเริ่มมองเห็นผลแล้วนะ คนไปเรียนแล้วกลับมาทำงานดนตรีในบ้านเรา ขณะที่ในสหรัฐอเมริกาเอง คนของเขากลับไม่สนใจดนตรีคลาสสิก โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น ผมมีความรู้สึกอย่างนั้น มันเริ่มแย่ๆ เหมือนกัน (หัวเราะ) ผมมองในแง่ดนตรีคลาสสิก เพราะว่าผมไปเรียน 2 ปี แถมเรียนปริญญาโททางด้าน serious music เห็นเลยว่า เฮ้ย! อเมริกามีปัญหาของเขาอยู่ มีปัญหาที่คนรุ่นใหม่ก็ไม่ได้ฟังอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

ถ้าเป็นดนตรีแจ๊ส หรือดนตรีอะไร มันก็ยังโอเคอยู่ แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่ฟังอยู่ดี ผมว่าวัยรุ่นอเมริกาฟังดนตรี commercial ฮิพฮ็อพ อะไรพวกนี้โดยส่วนใหญ่อยู่ดี

สภาพเช่นนี้จะมีผลต่อมาตรฐานดนตรีของสหรัฐอเมริกาหรือเปล่า ถ้าเกิดคนที่เป็นประชากรในประเทศเขายังไม่ให้ความสนใจ

ผมว่ามีผล เพราะมันจะไม่มีคนมารองรับในการเป็นผู้ฟัง แต่แน่นอนว่าประเทศเขาใหญ่ และการให้การสนับสนุนอย่างจริงจังกับผู้ที่สนใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตาม ย่อมทำให้มันยังคงสภาพอยู่ แต่จะอยู่ไปได้นานขนาดไหน เมื่อไม่มีคนฟังมาสนับสนุน ก็เป็นเรื่องที่น่าคิดเหมือนกัน ในโรงเรียนดนตรีที่ผลิตนักดนตรีที่ดีและเก่ง แต่เราก็รู้อยู่ๆ อย่างเพื่อนผมหลายคนจบมาแล้ว ไม่ได้ทำงานดนตรี มันไม่มีงานให้ทำ

หมายถึงที่บอสตัน ?

หมายถึงหลายๆ ที่เลย บางคนจบบอสตันยู ดีซี จบดอกเตอร์ก็แทบแย่เหมือนกัน กว่าจะได้งานที่เกี่ยวกับดนตรีที่อเมริกา มันล้นจริงๆ

แล้วเพื่อนร่วมรุ่นของคุณ อย่างคนเกาหลี คนญี่ปุ่น เมื่อจบกลับไปบ้านเกิด เขาได้ทำงานอย่างที่ต้องการหรือเปล่า

ถ้าเป็นหลายๆ คนก็ได้ทำงาน อย่างคนอินโดนีเซียที่ผมรู้จัก ก็เป็นครูในโรงเรียนดนตรี แต่คนเกาหลีนี่น่าแปลก เล่าแล้วเดี๋ยวจะเหมือนกับเอาประเทศเขามาเผา แต่ผมได้คุยกับเพื่อนเกาหลีที่เป็นผู้หญิง ผมถามว่าคนเกาหลีมาเรียนเยอะเลยนะ กลับไป ไม่แย่งงานกันเหรอ เขาบอกว่ากลับไปแต่งงานก็จบแล้ว แล้วทำไมถึงต้องมาเรียนอะไรสูงๆ ขนาดนี้ เขาบอกว่าไว้เป็น resume ฝ่ายชายจบวิศวะ จบ business admin. มา ฝ่ายหญิงจบ art มันดูเป็นคู่ที่เหมาะสมกัน กลายเป็น resume ส่วนบุคคล เป็นซะอย่างนั้นไป

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เขาได้พัฒนาดนตรีในแง่การฟัง คนจีนเองก็พยายามทำตรงจุดนี้ เพราะกลับประเทศแล้ว เขาจะขาดอิสระ เขาพยายามที่จะเรียนในอเมริกาให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ กว่าจะกลับประเทศ

ถือว่าคุณไม่ใช่รุ่นแรกๆ ที่ไปเรียนต่อดนตรีในต่างประเทศ แต่ต้องถือเป็นรุ่นที่มีคนไปเรียนดนตรีกันมาก พอจะสรุปอย่างนั้นได้หรือไม่

ได้ครับ ที่บอสตันที่ผมเรียน (Boston Conservatory) ผมเป็นคนที่ 2 ต่อจากอาจารย์นลินี ธรรมบุตร แต่เพื่อนผมที่ไปเรียนด้วยกันตอนนั้น ส่วนใหญ่เรียนอยู่ที่เบิร์กลี (Berklee College of Music) มีเกือบ 20 คน เราถึงขนาดตั้งวงคอมโบ วงแจ๊สได้ถึง 2 วง แต่เราก็ทำได้วงหนึ่ง เป็นการรวมตัวที่ทำให้เกิดโปรเจคที่อัญเชิญบทเพลงพระราชนิพนธ์มาบรรเลงฉลอง ถวายในงานเฉลิมฉลองกาญจนาภิเษก ตอนนั้นจัดที่บอสตัน โดยสมาคมนักเรียนไทยในบอสตัน

ราวๆ ช่วงปี 38-39 ได้ไหม

รู้สึกจะช่วงปี 39 พอเราจะออกคอนเสิร์ต ตอนนั้นเป็นกาลาดินเนอร์ คอนเสิร์ต จะมีท่านทูตนิตย์ พิบูลย์สงคราม เอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐอเมริกา มาเป็นประธาน ผมก็เลยได้คุยกับท่านว่าเราได้ซ้อมกันหนัก เสร็จแล้วน่าจะเอามาบันทึกซีดี เพราะเป็นโอกาสที่ดี และได้ทำออกมา โดยใช้เวลา 2 ปี

ซีดีชุดนั้นมีชื่อว่าอะไร

Reflection of H.M. Blues

มาจากชื่อเพลงที่คุณแต่ง ?

ใช่ครับ คือผมแต่งเพลงนี้ โดยได้อัญเชิญบทเพลงพระราชนิพนธ์ H.M.Blues หรือชะตาชีวิต ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช มาดัดแปลง คือได้รับอิทธิพลจากเพลงของพระองค์ท่าน แล้วก็แต่งขึ้นเพื่อเป็นการสะท้อนถึงเพลงชะตาชีวิต เป็นแรงบันดาลใจเสียมากกว่า

เป็นการนำทำนองหลักของ H.M.Blues มาทำแวริเอชั่น (แปลทำนอง) หรือเปล่า

ทำในแง่ของอินเวอร์ชั่นมากกว่า คือสมมติว่ามองกระจกมา ตามองเห็น อาจจะเห็นเป็นตัวหนังสือ พอมองเข้าไปในกระจกมันก็จะกลับกัน ผมก็กลับฮะ

เพลงนี้แต่งขึ้นช่วงนั้น หรือแต่งขึ้นก่อนหน้า

ช่วงนั้นเลยครับ พอได้โปรเจคมาว่าจะต้องเล่นกาลาดินเนอร์ คอนเสิร์ต ผมก็เริ่มหาเพลง ผมได้รับมอบหมายจากเพื่อนๆ ให้เขียน 3 เพลง เพลงอื่นเป็นอะเร้นจ์ธรรมดา แต่เพลงนี้ผมตั้งใจใช้วิชาที่เรียนมา เพราะมันเป็นวิชาที่ผม analyse (วิเคราะห์) พวกงาน contemporary (ดนตรีร่วมสมัย) ของ Ravel เขาได้เมโลดี้มาแล้ว เขากลับด้าน เมโลดี้ขึ้นก็กลายเป็นลง มันก็จบ เราก็กลับด้าน เพลงนี้แต่งท่อนเพิ่มเสริม วิธีการนี้ใช้ในงานคลาสสิกเยอะครับ และล้วนแต่เป็นงานน่าสนใจทั้งนั้น

ซีดีที่ทำออกมาปี 39 มีวางจำหน่ายในเมืองไทยด้วย ?

มีครับ แต่น่าจะหมดแล้ว เราทำได้ไม่ได้มาก ตามที่ได้รับพระบรมราชานุญาต

หลังจากนั้นทราบว่าคุณมีงานบันทึกเสียงเป็นระยะๆ เหมือนกัน ?

ก็มีงานของอาจารย์ดนู ฮันตระกูล ของบีเอสโอ และกองดุริยางค์ทหารเรือ โดยบันทึกงานแสดงสดจริงๆ ก็คือกาลาคอนเสิร์ตที่ผ่านมา ผมไปเล่นเปียโน Rhapsody in Blue เรียกว่ากล้าหาญชาญชัยมาก มีโน้ตผิดกระจุย

มันเป็นความตั้งใจหรือว่าผิดเอง

มันผิดเองอยู่แล้วล่ะฮะ (หัวเราะ) มันตื่นเต้นครับ แต่ผมก็เลือกเอาเทคที่ดีที่สุดมา เราได้อัดสองเทค แต่มันเป็นไลฟ์จริงๆ

มีโอกาสจะทำให้ดีกว่านั้นไหม

มันก็ลำบากอยู่ ถ้าเล่นจริงๆ คงได้ แต่มันก็ไม่สดเท่ากับวันนั้น คือมันเป็นอัดจากการแสดงคอนเสิร์ตจริงๆ

คุณได้เรียนรู้ด้วยตัวเองเลยว่า การเป็น recording artist ในสายคลาสสิกไม่ใช่เรื่องง่าย?

ไม่ง่ายแน่นอน และถึงแม้จะเป็นแจ๊สเองก็เหมือนกัน ผมว่ามันไม่ง่าย เพราะมีโน้ตอะไรที่เราไม่อยากให้มันออกมา แล้วดันทะลึ่งออกมา มันก็เลยต้องแก้กันไป ยากๆ

แต่ก็ยังไม่เข็ดนี่ครับ รู้สึกว่าคอนเสิร์ตที่จะถึงนี้ มี Rhapsody in Blue เป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมด้วย ?

ใช่แล้ว (หัวเราะ) คือเราก็อยากจะนำเสนอ Rhapsody in Blue ในมุมมองของผมครับ ผมคิดอยู่ตลอดเวลาที่จะว่าเอา Rhapsody in Blue มาเล่น ซึ่งเราก็ทราบดีอยู่ว่ามันเป็นเพลงที่ จอร์จ เกิร์ชวิน พยายามนำ 'อเมริกัน มิวสิค' มาทำให้เป็น 'ซีเรียส มิวสิค' ผมว่ามันมีความเป็นบลูส์อยู่ ในเรื่องของเมโลดี้ ผมว่าแน่นอน?.หรืออะไรต่างๆ มันก็เป็นคลาสสิก เวลาที่ให้วงคลาสสิกเล่น เอ... ถ้าเอาวงแจ๊สเล่นแล้วจะเป็นยังไง มันก็ต้องเป็นแจ๊ส สิ (หัวเราะ)

ผมว่ามันไม่ง่ายนะ ที่ผมทำ ไม่ได้ simplified (ทำให้ง่าย) ผมใช้สกอร์ของเดิม transcribe มาเป็นวง 9 ชิ้น อย่างที่ผมทำอยู่ คือเป็นแจ๊ส แซ็กโซโฟน กีตาร์ เบส กลอง เปียโน สตริง ควอร์เทท ถ้าอะไรที่เป็นไปตามสกอร์ในเพลงนี้ ผมพยายามจะเล่น ยกเว้นว่าผมเพิ่มท่อนที่น่าจะเป็นการ analyse งาน ก็เดาใจ เกิร์ชวิน ว่าเขาต้องเขียนโน้ตตรงๆ ให้คนเล่น เปิดช่องว่าง เป็นการเดาใจ ถ้าเป็นเราทำ จะทำยังไง

จริงๆ เขามีงานเฉลิมฉลอง 100 ปี จอร์จ เกิร์ชวิน มาเมื่อ 5-6 ปีก่อน

เวลาผ่านไปเร็วจัง เราได้เห็นอัลบั้ม เห็นนักดนตรีแจ๊สนำเพลงของ เกิร์ชวิน มาเล่นกันเพียบเลยช่วงนั้น ผมก็อยากจะเชิญชวนให้มาฟังในคอนเสิร์ตนี้ดู ก็ไม่ได้คิดว่าของตัวเองจะดีเลิศเลอ ก็เป็นความพยายามอย่างหนึ่งเท่านั้นเอง

เมื่อเปรียบเทียบกับคนรุ่นก่อน คนรุ่นคุณมีโอกาสเรียนดนตรีเป็นระบบมากขึ้น ประเด็นน่าสนใจอยู่ตรงที่พ่อแม่ที่สนับสนุนถึงขั้นส่งลูกไปเรียนดนตรีที่เมืองนอกนั้นคาดหวังอะไร

สำหรับตัวผมแล้ว คุณแม่ผมได้ผลักดันให้ผมเรียนดนตรีตั้งแต่ปริญญาตรีด้วยซ้ำ ทั้งๆ ที่ตอนผมเอนทรานซ์ ผมเลือกวิศวะ จุฬาฯ อันดับ 1 และแทบจะไม่เลือกดนตรีเลย

อยากให้ขยายความให้ฟังสักหน่อย ?

คือแม้กระทั่งผมเอง ก็ไม่คิดจะเรียนเอกดนตรีเลยครับ ผมคิดว่าเดี๋ยวเราเล่นดนตรีของเราไปก็คงจะได้ ใจจริงตอนนั้นผมอยากเป็นซาวด์เอนจิเนียร์ มันมีความเป็นเอนจิเนียร์ติดอยู่ข้างหลัง จึงคิดว่าน่าจะไปเรียนวิศวะดีกว่า แต่อย่างที่สอบถามบรรดาผู้ที่อยู่เบื้องหลัง โดยเฉพาะผู้ที่เรียนซาวด์เอนจิเนียร์จริงๆ ก็บอกว่า ไม่ต้องไปเรียนวิศวะ เพราะมันไม่เกี่ยวกันเลย เรียนดนตรีดีกว่า ผมก็เลยเพิ่งมาเปลี่ยนใจเอาประมาณ 3 เดือนสุดท้าย

ตัวแม่ผมเองก็พยายามผลักดันให้ผมเลือกคณะที่เป็นดนตรีอันดับแรกๆ ด้วยซ้ำไป เพราะแม่ผมบอกว่า ถ้าผมเรียนวิศวะ หรือเรียนวิทยาศาสตร์ หรืออะไรก็ตามแต่ จบแล้วทำงานไป ก็ไม่รู้ต้องใช้เวลาขนาดไหน เพื่อที่จะได้เป็นแนวหน้าของบรรดาผู้ที่มีอาชีพนี้ทั้งหมด เพราะมีคนจบไม่รู้กี่หมื่นกี่พันคน

แต่ตอนที่ผมเรียนอยู่มัธยมน่ะ ยังสามารถแข่งเปียโน อย่างอาจารย์ณัฐ (ยนตรรักษ์) ได้ที่ 1 แข่งโน่น แข่งนี่ ก็ได้ที่ 1 ได้เข้ารอบชิงบ้าง เห็นว่าเรามีโอกาสเป็นมืออาชีพทางด้านนี้ได้ดี เพราะขนาดเป็นมือสมัครเล่นยังมีชื่อเลย มีลงหนังสือพิมพ์ น่าจะผลักดันไปเลย ไปให้สุดเลย ผมก็เถียงกับแม่อยู่เป็นอาทิตย์ (หัวเราะ) ในที่สุด ตอนที่ผมไปเปลี่ยนอันดับ ผมไปเปลี่ยนเพื่อประชดแม่ แต่นึกไม่ถึงว่าสิ่งที่แม่คิด แล้วผมไปประชด ท้ายที่สุดจะเป็นทางเลือกที่ถูกต้อง มันมาถูกทางแล้ว

ทั้งคุณพ่อคุณแม่ของคุณน่าจะชื่นชมดนตรีอย่างมาก ทั้งที่ไม่ได้มีอาชีพเกี่ยวกับดนตรีเลย ?

ไม่เลยครับ ทั้งคุณพ่อคุณแม่ก็ทำงานบริษัท แต่ว่าพ่อแม่เคยพูดอยู่เป็นประจำเหมือนกันว่า ทำงานเป็นลูกจ้าง?ไม่? สนุกหรอก (หัวเราะ) ใช่ไหมครับ both sides เมื่อไร เรารู้สึกว่าเราแย่แล้ว ทั้งๆ ที่เราไม่เห็นด้วยอะไรอย่างนี้ อาชีพอิสระจะดีกว่า

แปลว่าจริงๆ แล้ว คุณแม่ชักนำให้มาเรียนดนตรีก็ไม่ได้มองว่านักดนตรีจะไส้แห้ง ?

ไม่ ไม่ได้คิดอย่างนั้น

น่าจะเป็นช่องทางที่เราดูแลตัวเองได้ดีกว่า

อืมม์ ใช่ๆ คือสิ่งที่แม่คิด และผมก็คัดค้านอยู่ และมาถึงวันนี้เขาคิดถูกแฮะ

แต่เอาเข้าจริงๆ อุตสาหกรรมดนตรีในเมืองไทยตอนนี้ก็ไม่ได้เปิดโอกาสให้แสดงออกเท่าไรนัก ?

จริงๆ ก็ไม่แหละครับ แต่มันก็มีช่องทางอะไรที่ผมว่านักดนตรีเองจะต้องสร้างเอง ในฐานะที่เป็นศิลปินอยู่แล้ว ในแขนงดนตรี ถ้าเรามัวแต่รอให้ใครมาจ้าง ผมว่ามันก็ไม่ได้ทำเสียที

นี่พูดตรงตามแนวคิด 'เอสเอ็มอี' เลยนะ ?

(หัวเราะ) คือสร้างเอง ผมคิดว่ามันมีช่องทางที่จะไปนำเสนอเอง แม้จะเป็นกลุ่มเล็กๆ หรืออะไรก็ตามแต่ มันก็คงไม่ต่างอะไรจากอเมริกา ที่ในประวัติของศิลปินแต่ละคนก็ต้องลุยกันไปเอง ถ้าพูดถึง ไปทำงานเสนอก็ต้องหาค่ายพงค่ายเพลงหรืออะไรก็ว่าไป ผมว่าถ้าเมืองไทยหาค่ายเพลงไม่ได้ก็... คุณก็วางขายเอง อย่างอันเดอร์กราวด์ ที่หลายๆ คนทำกันอยู่ ผมว่าต้นทุนมันหดลงไปเยอะนะ จากเทคโนโลยีที่สูงขึ้น แน่นอนคุณภาพอาจไม่ดีเท่า แต่มันก็ทำเท่าที่เรามี โดยจุดประสงค์เดียว คือเพื่อที่จะนำเสนอตัวเองออกมา เดี๋ยวมันค่อยๆ ดีขึ้น ก็ค่อยว่ากันไป ผมว่ามันยังมีทางที่จะไปอยู่ เพราะมันต้องการความแปลกใหม่ในประเทศนี้อยู่ดี

เมื่อกลับมา เริ่มงานที่กองดุริยางค์ทหารเรือเลยหรือ ?

คือจริงๆ แล้วพอผมกลับมา 2-3 วันแรก ผมเดินไปที่จุฬาฯ คณะที่จบมาคือคณะศิลปกรรมศาสตร์ แต่ไม่มีอัตรา ตอนนี้ก็มีที่ๆ สอง คือกองดุริยางค์ทหารเรือ ผมผ่านการทดสอบ แต่กระบวนการนี้ใช้เวลาถึง 8 เดือน ระหว่างนั้นผมไปสอนพิเศษที่คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ ก่อน สอนหลายวิชา เพราะว่าง สอนราวกับเป็นอาจารย์ประจำ จนกระทั่งได้ทำงานที่นี่ ซึ่งเชื่อไหมว่างานที่กองดุริยางค์ เยอะมาก อย่างที่ทุกคนไม่อยากจะเชื่อว่า ดนตรีทหารจะเยอะหรืออะไรอย่างนี้ แต่มันเยอะจริงๆ โดยที่เราแทบไม่ได้ทำงานให้กับทหารเลย ครึ่งหนึ่งของเวลาที่เราทำแทบจะสนับสนุนกิจกรรมอื่นๆ

สนับสนุนกิจการพลเรือน?

ใช่ๆ เป็นลักษณะอย่างนั้นเลย ครึ่งหนึ่งเลยฮะ

นี่พูดถึงหลักการขององค์กรเลยหรือเปล่า

จริงๆ แล้วในคอนเซ็ปท์ของทหาร คือในยามสงบเราต้องช่วยเหลือสังคม ประชาชน อย่างที่เราเห็นทหารออกไปช่วยเหลือในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องยาเสพติด อุทกภัย น้ำท่วม อะไรก็แล้วแต่ กองดุริยางค์ ถ้ามองตามคอนเซ็ปท์ก็ทำอย่างนั้นแหละฮะ ในยามสงบเราก็ต้องทำหน้าที่ทางด้านศิลปวัฒนธรรมด้วย (หัวเราะ) ในฐานะที่เราถนัดในด้านศิลปะ ดนตรี แน่นอนเราจึงต้องช่วยเหลือ ต้องซัพพอร์ตตัวอื่น

ตารางการบรรเลง การซ้อม การเล่น ถี่มาก?

ค่อนข้างถี่ การบันทึกเทปโทรทัศน์ให้กับมูลนิธิสายใจไทย นานาชาติคอนเสิร์ต การเข้าวังต่างๆ ทูตานุทูต เกือบทุกอย่าง งานวงงานวัดตามที่ต่างๆ อย่างงานสวัสดิการของกองทัพเรือเอง เช่น งานพระราชพิธีและงานพิธีต่างๆ รวมทั้งทำบุญขึ้นบ้านใหม่ งานแต่งงานของบรรดาข้าราชการทั่วกองทัพเรือที่ร้องขอมา (หัวเราะ) งานเลี้ยงสังสรรค์ของผู้หลักผู้ใหญ่ และงานต่างๆ ก็ไป มันเป็นงานที่เยอะมาก

งานมากและหลากหลายเช่นนี้ คงทำให้ repertoire ของดนตรีที่เล่นกว้างน่าดู ?

ครับ ตั้งแต่ดนตรีในพระราชพิธี ดนตรีมาร์ช ดนตรีไทย สำหรับงานแต่งงาน ขึ้นบ้านใหม่ ลูกทุ่ง ลูกกรุง รวมทั้งเพลงที่ออกใหม่และกำลังฮิตด้วย

คุณร่ำเรียนในสิ่งที่เรียกว่า serious music มา แต่ต้องมาสัมผัสกับสิ่งเหล่านี้ ?

โดยส่วนใหญ่ serious music แทบจะไม่ได้ใช้เลยครับ (หัวเราะ) ส่วนใหญ่เป็น commercial ในตลาดตรงนี้ด้วย พูดตรงๆ มีหลายตลาด

คิดว่าได้อะไรกับตัวงานตรงนี้

คือในแง่ของการทำงาน เราก็อยู่ในการทำงานที่เป็นระบบ ถ้าพูดถึงงานทางดนตรีแล้วล่ะ ก็ทำงานเป็น commercial ในระดับทหารเสียมากกว่า พูดตรงๆ ทำงานทางด้านศิลปะแล้วมันไม่ค่อยได้ใช้วิชาเท่าไร แต่นานๆ ที (ลากเสียงยาว) จะมีการใช้วิชาอย่างเต็มที่ อย่างกาลาคอนเสิร์ตที่มีเป็นประจำทุกปี แต่ตอนนั้นจะใช้วงออร์เคสตรา

สำหรับ กาลา คอนเสิร์ต คุณมีส่วนร่วมกี่ครั้ง

มาครั้งที่ 6 แล้วนะครับ ตั้งแต่ครั้งแรกที่มาทำงานดนตรี ก็คือเรียบเรียง แต่งเพลง จนถึงล่าสุดเป็นโซโลอิสต์ด้วย

พอจะบอกได้ไหมครับว่าถ้าเล่นดนตรีให้แก่กิจกรรมมากขนาดนี้ บุคลากรในกองดุริยางค์ทหารเรือแต่ละคนมีทักษะค่อนข้างจะรอบด้าน

ก็น่าจะรอบด้าน จากภารกิจที่ต้องดำเนินการต่างๆ

ทราบว่านอกจากงานประจำ ตัวคุณเองเคยเล่นดนตรีกลางคืน กับอาจารย์บรู้ซ แกสตัน ช่วงหนึ่ง ?

ใช่ครับ ก็เคยอยู่ในวงฟองน้ำที่อาจารย์บรู้ซเองให้ผมเป็นเจนเนอเรชั่นที่ 5 (หัวเราะ) ก็จะมีหลายเจนเนอเรชั่น

ทำอยู่กี่ปี

ผมถ้าอยู่ที่ (โรงเบีนร์เยอรมัน)ตะวันแดง ก็ 4 เดือน แต่ก่อนหน้านั้น ก็คือได้เล่นกับอาจารย์บรู้ซ ในช่วงที่เป็นคอนเสิร์ตฟองน้ำ ไปเล่นที่ฟิลิปปินส์ ตอนนั้นนักร้องรับเชิญ คือคุณแอ๊ด คาราบาว ก็ได้ซ้อมอยู่กับอาจารย์บรู้ซประมาณ 4 เดือนก่อนไปลงเล่นที่ตะวันแดง

ตอนเล่นดนตรีกลางคืนให้บทเรียนอะไรกับเราบ้าง

ที่เคยเล่นประจำจริงๆ มีอยู่ 3 ที่ คือ ตะวันแดง แซ็กโซโฟน และโรงแรมฮิลตัน ที่แซ็กโซโฟนก็เล่นอยู่ประมาณ 2 เดือน ที่ได้ก็คือว่า เพลงที่ต้องเล่นเป็นประจำๆ มันเกิดความเคยชิน และการซึมซับ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า การเล่นประจำมันมีความเป็น routine ซ้ำไปซ้ำมา ถึงจุดหนึ่งแล้วผมว่านักดนตรีทุกคนเกือบจะเรียกว่าเบื่อ

นี่ขนาดคุณทำได้ไม่กี่เดือนยังรู้สึก ?

มันเป็นนิสัยไม่ดีของผมด้วย ที่พอเล่นกับอาจารย์บรู้ซอยู่ประมาณ 3 เดือน ผมไม่ได้อะไรจากเรื่องของทักษะ เพราะมันอยู่เป็น routine อะไรอย่างนี้ ผมก็เข้าใจอาจารย์บรู้ซว่าลูกค้าของตะวันแดงเป็นอย่างไร สิ่งที่อาจารย์บรู้ซพยายามทำออกมาให้เป็นงาน ทั้ง commercial และทั้ง art ความเป็น art เริ่มจางหายไป เนื่องจากสภาพของธุรกิจหรืออะไรอย่างนี้ ก็เข้าใจ ถ้าผมเป็น ผมก็ต้องโดน ผมต้องทำเช่นนั้นเหมือนกัน

จริงๆ แล้วอาจารย์บรู้ซเป็นคนเก่งมาก และมีเรื่องของไอเดียเยอะมาก แต่ว่าพอมันหยุดตรงนั้น ของผมยังไฟแรงอยู่ (หัวเราะ) ถ้าผมเข้าไปอายุเลข 4 เลข 5 ผมอาจจะเป็นแบบที่ว่าเข้าใจ ตอนนี้ก็ยังไฟแรง ก็เลยขอออกมา ตอนนั้นผมก็เลยไปเล่นแซ็กโซโฟน เป็นแจ๊สมากขึ้น

ดีไหมครับ?

ดีฮะ ดี ดีไปถึงอีกช่วงหนึ่งแล้ว (หัวเราะ)

แล้วมันเป็นอย่างไร

พอมันไปถึงช่วงหนึ่ง ครูเล็ก ภัทราวดี มีชูธนก็มาชักชวน จริงๆ โปรเจคนี้ เขาบอกผมมานานแล้ว เขาทำละครเพลง ผมก็เคยร่วมงานกับครูเล็กอยู่หลายครั้ง ผมไม่ใช่นักเล่น ผมเป็นนักแต่งเพลงด้วย ตอนนั้นก็ไปหาสิ่งใหม่ๆ อีกแล้วในการทำ ก็ไปแต่งเพลงอีกฮะ หาเพื่อนไปเล่นแทนที่แซ็กโซโฟน แล้วก็ปล่อยเพื่อนเล่นไป ก็เลิกไป กลุ่มนั้นก็ยังไปเล่นกันอยู่ กลุ่มที่เรียนเบิร์กลี่นั่นแหละ

พอทำละครเพลงเสร็จปุ๊บ จบเป็นละครชุดเรื่องรุ้งหลังฝน สักพักหนึ่งพี่กะทิ (ดร.สิราภรณ์ มันตราภรณ์) ก็มาชวน ไปเล่นบอสซาโนวาอยู่ประมาณ 3 เดือน โปรเจคก็เลิกไป ถึงตอนนั้นผมไม่ได้รับงานประจำแล้ว ก็เป็นจ๊อบๆ ไป เป็นกิ๊กๆ ไป อย่างเช่นละครเพลง kiss of the spider woman ล่าสุดก็คู่กรรม ตัวผมเองก็แต่งเพลงละครของพี่หนืด นิมิต พิพิธกุล เรื่อง 'เมืองนิมิตร' ก็ไปเป็นจ๊อบๆ ไปเรื่อย

เครดิตของคุณมีอยู่มากเหมือนกัน ?

เยอะมาก ก็ค่อนข้างทำหลายหลาก บางทีมองตัวเอง ผมเป็นใครวะเนี่ย (หัวเราะ) บางทีก็มานั่งมอง อย่างที่อาจารย์ประทักษ์ (ใฝ่ศุภการ) ให้คำแนะนำว่า บางทีทำเยอะ ก็ไม่โฟกัสนะ เออ อะไรอย่างนี้ จริงๆ ผมตั้งใจที่จะ concentrate โฟกัสตัวเอง ที่การเล่นเปียโน ดังนั้น ผมคงต้องเลิกแต่งเพลงไปก่อน เรามาศึกษาการเล่นของแจ๊ส หรือของคลาสสิกอะไรก็ได้

ผมเชื่อว่าเมื่อมันผ่านจุดหนึ่ง มันจะกลายเป็นประสบการณ์ หรือเป็น dictionary เป็นคำศัพท์เพิ่มขึ้นในไอเดียตัวเอง พอมาเขียนเพลงก็จะได้ประสบการณ์ทั้งหมด มาถ่ายทอดลงในงาน จริงๆ ช่วงนี้ผมจึงไม่ค่อยจะเขียนเพลงเลย แทบจะปฏิเสธ ยกเว้นงานนิดๆ หน่อยของแกรมมี่บางเพลงบางตัว ซึ่งน้อยมาก เครื่องโปรทูล ที่ซื้อมาฝุ่นจับ อะไรอย่างนี้ ยังไม่ได้ใช้เลย ลงทุนซื้อโปรทูล แต่ฝุ่นจับไปแล้ว (หัวเราะ)

ตอนนี้ถึงช่วงเวลาที่ต้องวางแนวทางการทำงานให้มีทิศทางมากขึ้น ?

ใช่ครับ ให้ตัวเองมีจุดยืน ไม่งั้นผมว่า ผมจับฉ่าย ที่ผ่านมา จับฉ่ายมาก ตลอดเวลา 4-5 ปีย้อนหลังกลับมามองตัวอง ตกลงเราเป็นใคร หาไม่เจอ ไม่มีเอกลักษณ์

ผมก็คิดหลายๆ อย่าง คือการเล่นอย่างเดียว บางทีมันไม่ public ได้มากพอ ผมต้องยอมรับว่าประสบการณ์การทำซีดีเพลงพระราชนิพนธ์ครั้งนั้น ทำให้ผมรู้ว่าทิศทางในการทำงานศิลปะ บางครั้งก็ต้องใช้เรื่องพวกนี้เข้ามา ซีดีเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ผมว่า public ได้ โดยเล่นครั้งเดียว ผมใช้คำว่าครั้งเดียวนะ ไม่ต้องไปคอยแสดงคอนเสิร์ตทุกที่ มันกระจายไปเอง จากผลงานตรงนี้

แม้ยุคนี้จะเป็นยุคเทปผีซีดีเถื่อนก็ตาม (หัวเราะ) แต่ว่าผมก็จะลองทำดู หลังจากที่ซ้อมครั้งนี้เสร็จแล้ว ผมเริ่มมีความคิดว่าจะต้องเอามาอัดเสียง ต้องรอดูว่าจะออกมาอย่างไร ผมต้องเอา comment กลับมา ผมเชื่อว่าคอนเสิร์ตนี้จะต้องไปได้ดีกว่านี้ แต่ว่าผมขออนุญาตบอกว่า มันอาจจะเหมือนงานทดลองนิดหนึ่ง จริงๆ มันก็เหมือนทดลองจริงๆ คือเอาเพลงคลาสสิกมาเล่นในแนวความคิดของดนตรีแจ๊ส แต่ว่าหลังจากที่ได้ comment กลับมาก็จะเอามาปรับปรุงแก้ไข ก่อนที่จะเข้าห้องอัดอีกที

ภาพความเป็นดนตรีคลาสสิกกับดนตรีแจ๊ส คนหลายคนมักแบ่งแยกอย่างตายตัว ตรงนี้คุณมองอย่างไร เหมือนตัวเองอยู่ตรงกลางหรือเปล่า

ในความคิดของผมตั้งแต่ครั้งแรกๆ ที่ผมเข้ามาเรียนดนตรี ที่คณะศิลปกรรมฯ ผมบอกกับตัวเองเลยว่า ดนตรีไม่น่าจะแบ่งแยกกันขนาดนั้น และผมเองผมก็ว่าผมทำได้ ผมน่าจะเล่นได้ทุกอย่าง แต่จะดีทั้งหมดทุกอย่างหรือเปล่า ตอนนั้นผมก็ยังตอบตัวเองไม่ได้ จนถึงจุดนี้ผมคิดว่าผมน่าจะทำได้ดีทุกอย่าง ถ้าเราเข้าใจคอนเซ็ปท์นี้มานาน เพราะดนตรีทุกอย่างก็มีแนวคิด คอนเซ็ปท์ มีวิธีทางของเขาอยู่ สำหรับนักดนตรีน่าจะง่าย แต่ถ้าเป็นนักร้อง ผมเห็นใจ คงยาก การที่เขาจะร้องทั้งแจ๊สและคลาสสิกไปด้วย มันไม่เห็นเลย มันยากจริงๆ เรื่องการคอนโทรลเสียง

นักดนตรีเป็นไปได้ที่คนๆ หนึ่งจะเล่นได้ทั้งคลาสสิกและทั้งแจ๊ส ถึงแม้ว่าทุกวันนี้เราจะเห็นนักดนตรีแยกกันอยู่ อาจจะเป็นเพราะว่าดนตรีเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยการศึกษาอย่างยาวนาน และการซึมซับ ถ้าเขาซึมซับดนตรีคลาสสิกมามากอย่างชาวตะวันตก ซึ่งถ้าใครเล่นคลาสสิกก็จะเล่นมาอย่างยาวนาน โชกโชน ใครเล่นแจ๊สก็เล่นแจ๊สอย่างโชกโชน อยู่ดีๆ จะไปปรับเปลี่ยนรากลึกของเขามันยาก

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นในยุคนี้ เราเริ่มเห็นนักดนตรีในฝั่งชาติตะวันตก ทำได้ทั้งสองอย่างแล้ว และเยอะขึ้นเรื่อยๆ เพราะว่าเดี๋ยวนี้การเล่นดนตรีเป็นการศึกษา สมัยก่อน เขาก็ให้ศึกษาอย่างใดอย่างหนึ่งไปเลย แต่สมัยนี้มันไปพร้อมกัน เหมือนกับเดี๋ยวนี้ ให้เด็กเรียนรู้ 2 ภาษาไปพร้อมกันเมื่อยังเยาว์วัย เดี๋ยวนี้เด็กก็เรียนทั้งภาษาอังกฤษ ภาษาไทย บางคนก็ล่อภาษาจีนไปด้วย 3 ภาษาเลย ขณะที่เป็นเด็ก เขาบอกว่ากลัวเด็กจะสับสน ในยุคนี้ก็เชื่อแล้วว่าเด็กไม่สับสน เด็กจะรู้ว่ามันเป็นภาษาอะไรเอง

ผมก็เลยเห็นว่านักดนตรีรุ่นใหม่ ในอเมริกาหรือยุโรปก็ตาม เล่นได้ 2 อย่าง เมื่อเทียบกับสมัยก่อนที่เล่นได้อย่างใดอย่างหนึ่ง และในเมืองไทยเอง ก็ไม่ใช่แค่ผมเท่านั้น ยังมีอีกหลายคนที่เล่นได้สองอย่าง เพราะฝึกมาตอนเด็ก

คิดว่าในส่วนของคนฟังจะเป็นอย่างไร จะเปิดหูกว้างพอไหม

ผมว่าคนฟังน่าจะเปิด มีไอเดียมากขึ้นในโลกทัศน์ เพราะทุกวันนี้ คนก็ได้รับสิ่งใหม่ๆ อย่างรวดเร็วอยู่แล้ว ในเรื่องของการสื่อสารโทรคมนาคมทุกอย่าง และเขาเปิดใจมากขึ้นผมเชื่อเช่นนั้น

มีอะไรที่คิดว่าเป็นสิ่งโหดหินของการเป็นนักดนตรีในเมืองไทย

โหดหินมากคงไม่ใช่เรื่องของตัวเอง แต่เป็นเรื่องของการยอมรับจากผู้คน เราต้องยอมรับว่า นักดนตรี-ต่อให้เป็นศิลปินอย่างไรก็ต้องเลี้ยงดูชีวิตตัวเอง เรื่องของค่าตอบแทนก็มี เป็นส่วนที่เราจำเป็นเหมือนกัน แต่หลายครั้งค่าตอบแทนมันบีบบังคับทำให้เราต้องทำในสิ่งที่เราไม่อยากทำ จริงๆ เราไม่ทำก็ได้ และบางคนก็เลือกไม่ทำ แต่บางคนคงต้องทำ ก็ว่ากันตรงนั้น เป็นเรื่องของอุดมการณ์ เราก็ได้แต่หวังว่าอุดมการณ์อย่าจางหายไป ถ้ามันจำเป็นต้องทำ

อีกอย่างหนึ่งคือคนที่ให้ค่าตอบแทนไม่ให้เกียรตินักดนตรี หลายครั้งมากๆ โดยเฉพาะพวกจัดงาน event ต่างๆ เจอบ่อยมากเลย แบบบางทีผมไม่แฮบปี้นัก บอกกับตัวเองเสมอว่า เมื่อไรที่เรามาถึงจุดใดจุดหนึ่งได้ จะยืนหยัดต่อสู้กับคนพวกนี้ (หัวเราะแห้งๆ) ตอนนี้ทนไปได้ทนไปก่อน

อย่างเมืองนอกเขามีสหภาพนักดนตรี ?

อาจจะเป็นส่วนหนึ่งด้วยที่ทำให้เราไม่มีคนที่เป็นปากเป็นเสียงให้ได้ ถูกนายทุนหรือถูกผู้ว่าจ้าง จะเอาโน่น เอานี่ เอานั่น ในสิ่งที่ตัวเองไม่เข้าใจจริงๆ มองก็มองไม่เข้าใจศิลปะ อย่างที่นักศิลปะควรจะเป็น

ปัญหานี้มีมาก และไม่ใช่ว่าพวกเรานักดนตรีไม่เข้าใจในความเป็น commercial เราก็เข้าใจ แต่ต้องไม่ใช่ commercial เสียจนไม่มีศิลปะอยู่เลย มีแต่ตัวโน้ตกับอะไรที่พอเป็นเสียง และบอกว่าเฮ้ย ดีแล้ว แค่นี้พอ ที่เหลือเอาแต่ภาพ ก็จะเป็นนักดนตรีทำไม เอาแต่ภาพ ไม่เอาเสียง อะไรอย่างนี้ เบื่อมากๆ พอเจอแบบนี้ มาเจอมากๆ ก็ตอนที่เราไม่สามารถปฏิเสธได้แล้ว เลยต้องตกบันไดพลอยโจน เอาให้มันเสร็จงาน ด้วยความรับผิดชอบ ที่จบงาน คือจบความรับผิดชอบ ไม่ใช่ความอยากแล้ว เจอมาตลอดเวลา

ถ้าคนฟังเข้าใจมากขึ้น จะมีส่วนให้คนกลุ่มนี้หายไปใช่ไหม

ก็ได้แต่หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น คือตอนนี้เราก็หวังคนรุ่นใหม่ ถ้าเป็นคนรุ่นเก่าก็อย่าไปหวังอะไรเลย ก็เข้าใจว่าเขาเติบโตมาแบบนั้นแล้ว แต่มันน่ากลัวตรงที่ว่าคนกลุ่มนั้นเป็นกลุ่มนายทุน แล้วเด็กรุ่นใหม่ก็จะโดนอย่างนี้อีก บางทีผมก็รู้ว่า ในที่สุดมันต้องเปลี่ยน แต่เปลี่ยนช้าไม่ทันใจ และมันจะทำให้ตัวเราเอง fade และในที่สุดก็จะกลืนหาย หมดแรง ท้อถอย ไม่สู้แล้ว

แต่ตอนนี้ก็ยังไม่ท้อใช่ไหม

ก็ยังไม่ท้อครับ ถ้าทำอะไรเองได้ก็จะพยายามทำ อย่างที่อาจารย์ดนู (ฮันตระกูล) หรือหลายๆ คนพยายามทำด้วยตัวเอง

เท่ากับว่าคุณยังพอจะเห็นแบบอย่างดีๆ จากผู้หลักผู้ใหญ่บางคน ?

ใช่ เรามีศิลปินผู้หลักผู้ใหญ่หลายคน ที่ได้ปกป้องไปในทางที่เป็นศิลปินจริงๆ ถ้าใครไม่จ้าง เดี๋ยวกูก็หาตังค์เองวะ อะไรอย่างนี้ ทำเองไม่ได้ตังค์ ก็ไม่ได้สนใจอะไรมาก เราเห็นหลายๆ ท่านเป็นตัวอย่างที่ดี นำเอามาดูไว้เผื่อจะเป็นแบบอย่างต่อไป วันนี้อาจจะยังเป็นแบบอย่างไม่ได้ เพราะเราก็ยังไปไม่ถึงตรงนั้นเลย