การรวมวงดนตรีไทย
การรวมวงดนตรีไทย
วงปี่พาทย์เครื่องห้า ประกอบด้วย ๑. ปี่ใน ๒. ระนาดเอก ๓. ฆ้องวงใหญ่ ๔. ตะโพน ๕. กลองทัด ๖. ฉิ่ง
วงปี่พาทย์เครื่องคู่ ประกอบด้วย ๑. ปี่ใน ๒. ระนาดเอก ๓. ระนาดทุ้ม ๔. ฆ้องวงใหญ๋ ๕. ฆ้องวงเล็ก ๖. ตะโพน ๗. กลองทัด ๘. ฉิ่ง
วงปี่พาทย์เครื่องใหญ่ ประกอบด้วย ๑. ปี่ใน ๒. ระนาดเอก ๓. ระนาดทุ้ม ๔. ระนาดเอกเหล็ก ๕. ระนาดทุ้มเหล็ก ๖. ฆ้องวงใหญ่ ๗. ฆ้อง วงเล็ก ๘. ตะโพน ๙. กลองทัด ๑๐. ฉิ่ง
วงเครื่องสายเครื่องคู่ ประกอบด้วย ๑. ซอด้วง ๒ คัน ๒. ซออู้ ๒ คัน ๓. จะเข้ ๒ ตัว ๔. ขลุ่ยเพียงออ ๕. ขลุ่ยหลิบ ๖. โทน ๗. รำมะนา ๘. ฉิ่ง
วงเครื่องสายวงเล็ก ประกอบด้วย ๑. ซอด้วง ๒. ซออู้ ๓. จะเข้ ๔. ขลุ่ยเพียงออ ๕. โทน ๖. รำมะนา
วงมโหรีโบราณ(เครื่องสี่) ประกอบด้วย ๑. ซอสามสาย ๒. กระจับปี่ ๓. โทน ๔. กรับพวง
วงมโหรีวงเล็ก ประกอบด้วย ๑. ซอสามสาย ๒. ระนาดเอก ๓. ฆ้องวง ๔. ซอด้วง ๕. ซออู้ ๖. จะเข้ ๗. ขลุ่ยเพียงออ ๘. โทน ๙. รำมะนา ๑๐. ฉิ่ง
วงมโหรีเครื่องใหญ่ ประกอบด้วย ๑. ซอสามสาย ๒. ระนาดเอก ๓. ฆ้องวง ๔. ซอด้วง ๒ คัน ๕. ซออู้ ๒ คัน ๖. จะเข้ ๒ ตัว ๗. ขลุ่ยเพียงออ ๘. ขลุ่ยหลิบ ๙. ระนาดทุ้ม ๑๐. ระนาดเอกเหล็ก ๑๑. ระนาดทุ้มเหล็ก ๑๒. ฆ้องวงเล็ก ๑๓. โทน ๑๔. รำมะนา ๑๕. ฉิ่ง
วงมโหรีโบราณ (เครื่องหก)
ปี่พาทย์มอญเครื่องใหญ่
ปี่พาทย์นางหงส์เครื่องใหญ่
การประสมวงดนตรีไทยพอสรุปได้เป็นแบบใหญ่ ดังนี้ วงขับไม้ เริ่มมีมาแต่สมัยสุโขทัย ประกอบด้วยคนเล่น 3 คน คือ คนขับลำนำ, คนไกวบัณเฑาะว์ และคนสีซอสามสาย จนมาถึงสมัยอยุธยาได้มีการเพิ่ม คนดีดกระจับปี่ เข้าไปอีก 1 คน และเปลี่ยนจากบัณเฑาะว์มาเป็นโทน (ใบเดียว)
วงเครื่องสาย จัดได้ว่าเริ่มมีขึ้นในสมัยอยุธยาแล้ว แต่ไม่เป็นหลักฐานเท่าไรนัก โดยใช้เครื่องดนตรีหลักคือ ซอด้วง, ซออู้, จะเข้ นอกจากนี้ยังมี ขลุ่ย ร่วมอยู่ด้วย ส่วนเครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบจังหวะ ได้แก่ ฉิ่ง ฉาบ กรับ โหม่ง หรือ กลอง ครั้นถึงสมัยรัตนโกสินทร์จึงได้มีการบรรเลงวงเครื่องสายขึ้นอย่างจริงจัง ซึ่งมีทั้งวงเครื่องสายไทย, วงเครื่องสายปี่ชวา (ใช้ปี่ชวาแทนขลุ่ย) และวงเครื่องสายประสม (ใช้เครื่องสายไทยประสมกับเครื่องดนตรีของต่างชาติ เช่น ออร์แกน เปียโน ไวโอลิน ขิม จะเข้ญี่ปุ่น เป็นต้น)
วงปี่พาทย์ คำว่า "ปี่พาทย์" หมายถึงการประสมวงที่มีปี่ และเครื่องเคาะ (ตี) ร่วมด้วย สมัยสุโขทัยได้เริ่มมี "วงปี่พาทย์เครื่องห้า" ขึ้นมาก่อน โดยใช้เครื่องดนตรี 5 ชิ้น คือ ปี่ ตะโพน ฆ้อง กลอง ฉิ่ง ต่อมาได้มีวิวัฒนาการมาเป็นลำดับจนเจริญถึงขีดสุดในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ โดยมีการเพิ่มระนาดเข้าไปในภายหลัง วงปี่พาทย์ในปัจจุบันแบ่งออกได้ 7 แบบ ตามการจัดกลุ่มเครื่องดนตรีดังนี้
ปี่พาทย์ชาตรี - ปี่นอก, ฆ้องคู่, โทนชาตรี, กลองชาตรี, ฉิ่ง, กรับ ปี่พาทย์เครื่องห้า - ปี่ใน, ฆ้องวงใหญ่, ระนาด, ตะโพน, กลองทัด, ฉิ่ง
ปี่พาทย์เครื่องคู่ - ปีใน, ปี่นอก, ฆ้องวงใหญ่, ฆ้องวงเล็ก, ระนาดเอก, ระนาดทุ้ม, ตะโพน, กลองทัด, ฉิ่ง ฉาบ กรับ โหม่ง ปี่พาทย์เครื่องใหญ่ - ปีใน, ปี่นอก, ฆ้องวงใหญ่, ฆ้องวงเล็ก, ระนาดเอก, ระนาดทุ้ม, ระนาดเหล็ก, ระนาดทุ้มเหล็ก, ตะโพน, กลองทัด, ฉิ่ง ฉาบ กรับ โหม่ง ปี่พาทย์นางหงส์ - ปี่ชวา, ฆ้องวงใหญ่, ฆ้องวงเล็ก, ระนาดเอก, ระนาดทุ้ม, กลองมลายู, ฉิ่ง
ปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ - ขลุ่ยเพียงออ, ขลุ่ยอู้, ฆ้องวงใหญ่, ฆ้องหุ่ย, ระนาดเอก, ระนาดทุ้ม, ระนาดทุ้มเหล็ก, ซออู้, ตะโพน, กลองตะโพน, กลองแขก, ฉิ่ง (กรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ เป็นผู้คิดขึ้น)
ปี่พาทย์มอญ - ปี่มอญ, ฆ้องมอญ, ระนาด, เปิงมางคอก, ตะโพนมอญ, โหม่งมอญ, ฉิ่ง ฉาบ (จัดเครื่องดนตรีตามแต่ว่าจะเป็นชุดเครื่องเล็ก, เครื่องใหญ่ หรือเครื่องคู่)
วงมโหรี ในสมัยอยุธยาวงมโหรีเกิดขึ้นมาจากการดัดแปลงวงขับไม้ในอดีต โดยนำพิณมาร่วมบรรเลงดัวย ซึ่งเดิมมีเครื่องดนตรีเพียง 2 ชิ้น แล้วเปลี่ยนคนขับลำนำมาเป็นคนร้อง และตีกรับพวง เปลี่ยนจากบัณเฑาะว์เป็นโทน พร้อมกับเพิ่มรำมะนา และขลุ่ยไปประสมร่วมด้วย
ในปัจจุบันมโหรีกลายมาเป็นวงดนตรีที่มีเครื่องดนตรีครบทุกชนิด ทั้งดีด สี ตี เป่า ซึ่งเท่ากับเป็นการผสมวงปี่พาทย์และวงเครื่องสายเข้าด้วยกัน ประกอบด้วยเครื่องดนตรีเหล่านี้คือ
ซอ (ซอสามสาย ซอด้วง ซออู้), จะเข้, ระนาด, ฆ้องวง, ขลุ่ย, กลอง หรือโทน และเครื่องประกอบจังหวะได้แก่ ฉิ่ง ฉาบ กรับ โหม่ง (สังเกตว่าไม่มี "ปี่") โดยแบ่งออกเป็น วงมโหรีเครื่องเล็ก, มโหรีเครื่องคู่ และมโหรีเครื่องใหญ่ | | |
ข้อมูล : คู่มือการฝึกหัดดนตรีพื้นบ้านล้านนา (สะล้อ ซอ ซึง)
โดยครู สุคำ แก้วศรี
ดนตรีไทยพื้นบ้านล้านนา เครื่องดนตรีไทยล้านนาส่วนใหญ่ จะมีน้ำหนักเบาสามารถนำติดตัวไปได้ง่าย ส่วนการประดิษฐ์รูปร่าง หรือโครงสร้าง ของเครื่องดนตรีแต่ละชนิด ก็ไม่มีการบ่งบอกหรือบังคับไว้ชัดเจนว่าต้องกว้างยาวเท่าไร โดยรับเอาแบบอย่างและกรรมวิธีการทำสืบต่อจากบรรพบุรุษ การบรรเลงก็เช่นกัน ไม่มีกฏเกณฑ์ที่ แน่ชัด ส่วนใหญ่จะเป็นการเลียนเสียงธรรมชาติ และเป็นลำนำหรือทำนองสั้นๆ ง่ายๆ บรรเลงกลับไป กลับมาจนพอใจ จึงจะหยุดเปลี่ยนเพลงใหม่
วงดนตรีพื้นเมือง อาจจำแนกตามประเภทของเครื่องดนตรีได้ดังนี้ 1. ประเภทวงเครื่องสายพื้นเมือง เรียกว่า วง สะล้อ ซอ ซึง ประกอบด้วย สะล้อ ซึง ปี่หรือขลุ่ยพื้นเมือง (หรือขลุ่ยหลีบ) ใช้กลองพื้นเมือง (กลองป่งป้ง) และฉาบ เป็นเครื่องประกอบจังหวะ สำหรับฉิ่งไม่นิยม ใช้กับวงประเภทนี้ แต่จะนำมาใช้ก็ได้
2. วงปี่จม เป็นวงประเภทเครื่องเป่า จะมีปี่ขนาดต่างๆ กัน เล่นรวมกัน 3 -4 เลา หรืออาจจะเล่นถึง 5 เลา โดยมีซึงเป็นเครื่องประกอบ ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นเครื่องประกอบทำนองและจัีงหวะ จะไม่ใช้เครื่องประกอบ จังหวะอย่างอื่นมาร่วมเล่นด้วย วงปี่จุมจะใช้ประกอบการซอ
3.วงป้าดก๊อง หรือวงเท่งติ้ง มีลักษณะคล้ายวงปี่พาทย์ จะมีระนาด ป๊าด(ฆ้องวง) ปี่แน ฉาบใหญ่(สว่า) กลองเท่งติ๊ง (ตุ้มปิ้ง)
4. วงก๊องก๋อง เป็นวงประเภทที่ใช้กลองเป็นเครื่องดนตรีหลัก ในการบรรเลง มีหลายประเภท เช่น 4.1 วงก๋องตึ่งนง หรือ ตึ้งบ้ง มีกลองแอว กลองตะล๊ดป๊ด และฉาบใหญ่ (สว่า) มีการนำปี่แนมาประกอบ ใช้บรรเลงประกอบการฟ้อนเล็บและขบวนแห่ครัวทาน 4.2 วงกลองปู่จา (บูชา) มีกลองสองหน้าขนาดใหญ่และขนาดเล็ก เรียกว่า ลูกตุบ อีกประมาณ 3 ลูก เวลาตีจะมีผู้ตีใช้ไม้เรียวเล็ก ๆ ตี ข้างกลอง ตีให้จังหวะ เรียกว่า ตีแสะ บางแห่งอาจจะนำฆ้องใหญ่ ฆ้องโหม่งขนาดกลาง และฉาบใหญ่ เป็นเครื่องประกอบจังหวะ นิยมใช้ตีเมื่อเป็นสัญญาณบอกเหตุ เรียกประชุม แจ้งเหตุฉุกเฉิน ตีเป็นสัญญาณบอกวันโกน ตี เป็นพุทธบูชาในวันพระ หรือ ตีเป็น มหรสพในงานบุญของวัด 4.3 กลองสะบัดชัย เป็นกลองที่ย่อส่วนมาจากกลองในข้อ 4.2 โดยลดขนาดตามความยาวของตัวกลอง ลง แล้วใส่คานหาม ใช้คนหาม 2 คน เพื่อให้สะดวกต่อการเคลื่อนย้าย เพื่อนำมาประกอบในขบวนแห่ การตี ผู้ตีกลองจะฟ้อนเชิง (เจิง) ตบมะผาบ และใส่ลีลาการต่อสู้ เช่น การใช้ หมัด เท้า เข่า ศอก ประกอบการตี ทำให้น่าชมยิ่งขึ้น 4.4 วงกลองซิงฆ้อง คล้ายวงกลองยาวของภาคกลาง หรือกลองยาว ของชาวไต ในแคว้นสิบสองปันนา นิยมใช้ตีประกอบงานรื่นเริง งานปอยและขบวนแห่ต่างๆ
---------------------------------------------------------------------------------------------------
เครื่องดนตรีพื้นบ้าน วงเครื่องสายล้านนา (วงสะล้อ ซอ ซึง)
สะล้อ
การฝึกเล่นสะล้อ
การจับสะล้อ
มือซ้าย จับคันสะล้อตั้งไว้ ใช้โคนหัวแม่มือและร่องนิ้วชี้คีบใต้สายอก หรือรัดอกไว้เล็กน้อย (ประมาณ 1 -2 ซม.) ให้พอดีกับตำแหน่งที่จะสามารถใช้นิ้วทั้ง 4 กดลงบนตำแหน่งเสียงได้ถนัด และบังคับคัน ซอไม่ให้โอนเอน หรือล้มได้
มือขวา จับคันสะล้อ ให้มืออยู่ในลักษณะแบมือ สอดนิ้วก้อย นิ้วนาง และนิ้วชี้ไว้ใต้คันชักและหางม้า หัวแม่มืออยู่บนคันชัก คล้ายกับจับปากกา แล้วหงายมือบังคับให้คันชักสะล้อวางและสีในแนวนอนขนาน กับพื้น
---------------------------------------------------------------------------------
การฝึกหัดสีสะล้อลูก 3 (คู่5)1. การสีสายเปล่า ถ้าต้องการสีซอให้เกิดเสียงที่ชัดเจน และเป็นเสียงที่มีคุณภาพ ควรฝึกหัดสีซอ สายเปล่าเสียก่อน โดยเริ่มดังนี้ 1.1 นั่งจับคันสะล้อและคันชัก (ก๋ง) ให้มั่นคง 1.2 เริ่มใช้มือขวาลากคันชักออก (ควรใช้กำลังทั้งข้อมือและแขน) โดยลากคันชักให้สายก๋งถูกกับสาย สะล้อเส้นใน (สายทุ้ม) ออกเสียงพร้อมกับมือสีเป็นเสียง โด ลากคันชักออกจนสุดคันชักแล้วหยุด (เรียกว่า หนึ่งคัันชัก) 1.3 กระชับนิ้วหัวแม่มือ และนิ้วชี้นิ้วกลางให้มั่นคงและดันคันชักให้สายก๋งถูกกับสายเล็กที่อยู่ด้าน นอก (สายเอก) โดยดันคัันชักเข้าช้าๆ พร้อมกับออกเสียงเป็นเสียง ซอล ดันคันชักเข้าจนสุดคันชัก ดังภาพ
1.4 ชักออกสลับชักเข้า หนึ่งคันชักต่อหนึ่งเสียง แล้วใช้นิ้วกดลงบนสาย เพื่อให้เกิดเสียงดังนี้
กดนิ้วชี้ลงบนสายทุ้ม เป็นเสียง เร
 กดนิ้วกลางลงบนสายทุ้ม เป็นเสียง มี
กดนิ้วนางลงบนสายทุ้ม เป็นเสียง ฟา
สีสายเปล่า สายเอก เป็นเสียง ซอล
กดนิ้วชี้ลงบนสายเอก เป็นเสียง ลา
กดนิ้วกลางลงบนสายเอก เป็นเสียง ที
กดนิ้วนางลงบนสายเอก เป็นเสียง โด สูง (ด')
กดนิ้วก้อยลงบนสายเอก เป็นเสียง เร สูง (ร')
ข้อมูล : คู่มือการฝึกหัดดนตรีพื้นบ้านล้านนา (สะล้อ ซอ ซึง)
โดยครู สุคำ แก้วศรี โรงเรียนดนตรีไทย กาสะลองคำ จ.เชียงราย โทร 053-716591
|
|
|
|