
ประเภทเพลงไทยเดิม
ประเภทเพลงเกร็ด
- เทพประสาท 2 ชั้นเพลงนี้ครูพินิจ ฉายสุวรรณได้รับการถ่ายทอดจากครูไสว ตาตะวาทิต
- เพลงชุดตามรอยพระยุคลบาท เพลงชุดนี้ครูพินิจ ฉายสุวรรณ เป็นผู้ประพันธ์ขึ้นใหม่ทั้งหมด ยกเว้น เพลงมหาฤกษ์ (คนละทำนองกับเรื่องทำขวัญของกรมศิลปากร) และเพลงดอกไม้ทอง ซึ่งเป็นของเก่า
- เพลงชุดระบำสี่บท ประกอบด้วยเพลง พระทอง เบ้าหลุด สระบุหร่ง และเพลงบลิ่ม
- เพลงดอกไม้เงิน ๒ ชั้น เพลงนี้เป็นเพลงคู่กันกับเพลงดอกไม้ทอง
- เพลงตุ้งติ้ง ๒ ชั้น เป็นเพลงโบราณมีมาแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย ใช้ประกอบแสดงละคร และออกท้ายเพลงกลม นอกจากนี้ยังใช้เป็นเพลงประกอบระบำครุฑ ในบทละครเรื่องอุณรุทด้วย
- เพลงคำหวาน ๒ ชั้น เพลงนี้
- เพลงตุ๊กตา ๒ ชั้น เพลงนี้เป็นสำนวนที่ใช้ร้องรับอยู่ในตับเรื่องรามเกียรติ์ ตอน พาลีสอนน้อง
- เพลงตุ๊กตา ๒ ชั้น (อีกสำนวนหนึ่ง สำนวนนี้บางท่านเรียกชื่อว่าว่า ทุกขตะ
- เพลงน้ำลอดใต้ทราย ๒ ชั้น เป็นเพลง 2 ท่อนท่อนแรกอัตราความยาว 3 จังหวะ ส่วนท่อนที่2 อัตราความยาว 4 จังหวะ ใช้ประกอบการแสดงลิเก โขน ละคร ตั้งแต่โบราณ
- เพลงเดือนหงายกลางป่า ๒ ชั้น เป็นเพลงท่อนเดียว อัตราความยาว 8 จังหวะ เป็นเพลงคู่กันกับเพลงน้ำลอดใต้ทราย แต่ไม่ค่อยได้รับความนิยมนำไปใช้ประกอบการแสดงโขน ละคร
ประเภทเพลงโหมโรง
- โหมโรงกราวใน
เพลงนี้เป็นผลงานของครูพินิจ ฉายสุวรรณ ประพันธ์ขึ้นโดยปรับปรุงจากเพลงกราวในสามชั้นของเก่า โดยให้มีลูกล้อลูกขัดตามแบบของโหมโรงเสภาและแทรกเดี่ยวเครื่องมือต่างๆไว้ในเพลงนี้ด้วย
- โหมโรงจีนโล้
เพลงนี้สันนิษฐานว่า ครูจันทร์ (คนฆ้องวงมีชื่อ) ซึ่งเป็นครูปี่พาทย์ของเจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรง (เพ็ญ เพ็งกุล) เป็นผู้แต่งขึ้นระหว่างปี พ.ศ. 2465-2470 เป็นเพลงคู่กันกับโหมโรงเยี่ยมวิมาน โดยที่ครูจันทร์เคยแพ้ครูแตง (ปี่)และมีนิสัยที่ไม่ยอมแพ้ผู้ใด ท่านจึงแต่งเพลงนี้ขึ้นและต่อท้ายด้วยเพลงขยะแขยง นัยว่าจะให้เป็นเพลงล้อและเย้ยหยันเพลงเยี่ยมวิมานของครูแตง (ปี่) ด้วย เนื่องจากทำนองขึ้นต้นและจบของเพลงจีนโล้นี้คล้ายกับเพลงเยี่ยมวิมานมาก (เรียบเรียงจาก ฟังและเข้าใจเพลงไทย โดย ครูมนตรี ตราโมท และ สารานุกรมเพลงไทย โดย ณรงค์ชัย ปิฎกรัชต์)
- โหมโรงเทพเวหา
เพลงนี้เป็นผลงานของครูพินิจ ฉายสุวรรณ โดยทำนองเดิมของเพลงนี้เป็นเพลงหน้าพาทย์เพลงหนึ่ง ชื่อเพลง “เหาะ” มี 2 ท่อน อัตราความยาวท่อนละ 4 จังหวะ ครูพินิจ ฉายสุวรรณ นำมาแต่งขยายขึ้นเป็นเพลงประเภทโหมโรงเสภา แล้วตั้งชื่อว่า “โหมโรงเทพเวหา”
ประเภทเพลงเถา
เพลงกบเต้น เถา
ประวัติ
ทำนองเพลงสองชั้นของเดิมเป็นเพลง ๒ ท่อน เป็นเพลงสองไม้รวมอยู่ในเพลงช้าเรื่องเต่าทอง ทำนองมีความหมายไปในทางโศกเศร้า เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๙ ครูพินิจ ฉายสุวรรณ นำเพลงนี้มาแต่งขยายขึ้นเป็นอัตรา ๓ ชั้นและตัดลงเป็นชั้นเดียวจนครบเป็นเพลงเถา โดยใช้เพลงบังใบทางของครูจางวางทั่ว พาทยโกศลเป็นแนวทางในการแต่ง ซึ่งในการแต่งเพลงนี้ครูได้รับคำแนะนำจากครูบุญยงค์ เกตุคง ว่าควรประดิษฐ์ทำนองให้มีเสียงกบสอดแทรกไว้เพื่อให้สมกับชื่อเพลง ดังนั้นครูจึงได้ประดิษฐ์ทางบรรเลงให้มีเสียงกบสอดแทรกไว้ด้วย บทขับร้องแต่งโดยครูพินิจ ฉายสุวรรณ โดยนำเนื้อความมาจากนิทานอีสปเรื่องกบเลือกนาย ทำนองร้องแต่งโดยครูบุญชู ทองเชื้อ
ต่อมาเมื่อประมาณปี ๒๕๓๗ นายแพทย์พูนพิศ อมาตยกุล ได้มาขอให้ครูไปบันทึกเทปเพลงนี้ แต่ครูนึกทำนองที่แต่งไว้เมื่อครั้งแรกไม่ออก อีกทั้งไม่ได้บันทึกเทปหรือโน้ตไว้ คงเหลือแต่เพียงบทร้อง ครูจึงได้แต่งทำนองขึ้นใหม่ โดยยังคงใช้เพลงบังใบของครูจางวางทั่ว และคำแนะนำของครูบุญยงค์มาเป็นแนวทางในการแต่ง ซึ่งในครั้งนี้ครูได้แต่งทั้งทำนองเครื่องและทำนองร้องเองด้วย แต่ยังคงใช้บทร้องเดิมที่ครูแต่งไว้ ทำนองใหม่นี้เสร็จเมื่อประมาณเดือนกันยายน ปี พ.ศ.๒๕๓๗ และครูได้ส่งเข้าประกวดแสงทิพย์ประลองปี่พาทย์ ครั้งที่ ๑ จัดโดยมหาวิทยาลัยมหิดลร่วมกับกลุ่มสุราทิพย์ เมื่อวันที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๓๗ ได้รับรางวัลที่ ๓
บทขับร้องเพลง กบเต้น เถา
| | สงสารกบเลือกนายหวังหมายพึ่งไปขอถึงชั้นฟ้าเวหาสวรรค์
ขอนายเอามาไว้ได้ป้องกัน ฟ้าประทานขอนไม้ให้ลงมา
อยู่มาเห็นว่าขอนไม้นั้น ขาดความสำคัญไม่เข้าท่า
ยามมีภัยใครเล่าเขาจะมา ป้องกันชีวาให้รอดตาย
ไปขอใหม่คราวนี้ดีหนักหนา จึงส่งนกกระสาลงมาให้
ถูกจับชิมลิ้มรสจนหมดไป จำไว้อย่าเอาเช่นกบเต้นเอย
|
กรรแสงสวาท เถา
ประวัติ
เพลงนี้เป็นเพลงท่อนเดียว มีความยาว ๘ จังหวะ ครูพินิจ ฉายสุวรรณ แต่งทำนองเพลงนี้ขึ้นใหม่ทั้งหมดจนครบเป็นเพลงเถา ทั้งทางเครื่อง ทางร้อง และบทขับร้องโดยยึดแนวเพลงโบราณบางเพลงเป็นแนวทางในการแต่ง และได้รับรางวัลที่ ๓ จากการส่งเข้าประกวดการแต่งเพลงไทยชิงรางวัลพิณทอง ที่ธนาคารกสิกรไทยจัดขึ้น เมื่อวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๒
บทร้องเพลงกรรแสงสวาท เถา
| | โอ้ว่าความรักเป็นหลักโลก มีทั้งโศกทั้งทุกข์ทั้งสุขสันต์
จะมีจนอย่างไรใจผูกพัน ยังสำคัญในเสน่ห์ประเพณี
รักเป็นมนต์ดลให้เห็นความเป็นชาติพ้นเป็นทาสอยู่เป็นไทยในศักดิ์ศรี
เป็นโอสถอย่างเอกเสกชีวี ไม่เลือกชั้นชั่วดีมีหรือจน
ตัวพี่ยังอาลัยในสวาท เห็นแก่ชาติปล่อยใจจะไร้ผล
รำพึงถึงถิ่นเกิดกำเนิดตน ห่วงทุกคนบนผืนแผ่นดินไทย
หากมัวหลงระเริงเพลิงราคะ แล้วใครจะกู้ชาติบ้านเมืองให้
ป่านฉะนี้พวกพ้องพี่น้องไทย จะยากเย็นเข็ญใจอย่างไรกัน
ควรแบ่งรักหักใจให้แก่ชาติ พร้อมตั้งสัตย์ด้วยปรารถนามั่น
สลัดรักออกจากตัวชั่วนิรันดร์ เพื่อเผ่าพันธุ์ไทยทั่วทุกตัวตน
นิจจารักนเรศวรมหาราช สุดสวาทโศกศัลย์พลันหมองหม่น
พินทุวดีจำพรากจากกมล กันแสงท้นสวาทลาด้วยอาลัย
|
|
พม่าชมเดือน เถา
ทำนองสองชั้นของเดิมเป็นเพลงท่อนเดียว อัตราความยาว ๔ จังหวะ เป็นเพลงของละครร้องชื่อเพลง อ้ายอียอ ทำนองเพลงมีสำเนียงพม่า ครูพินิจ ฉายสุวรรณ นำมาแต่งขยายขึ้นเป็น ๓ ชั้นและตัดลงเป็นชั้นเดียวพร้อมทั้งแต่งเที่ยวเปลี่ยนไว้ครบตลอดทั้งเถา สำเร็จเมื่อวันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๒๑ เมื่อนำไปบรรเลงประกวดในงานไหว้ครูของชมรมสงเคราะห์สหายศิลปินที่วัดพระพิเรนทร์ วรจักร กรุงเทพฯ ได้รับรางวัลศีรษะครู ๑ ศีรษะจากคณะกรรมการ บทขับร้องแต่งโดยนายบุญสม มีสมวงศ์ (พร ภิรมย์) โดยนำเนื้อความมาจากนิยายเรื่อง ผู้ชนะสิบทิศของยาขอบ (โชติ แพร่พันธุ์) ทำนองร้องแต่งโดยครูพินิจ ฉายสุวรรณ
บทร้องเพลงพม่าชมเดือน เถา
- ทยอยมอญ เถา
ประวัติ
ทำนอง 2 ชั้นของเดิมเป็นเพลงที่ครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) แต่งขึ้นเพื่อให้ศิษย์ของท่านใช้เป็นเพลงบรรเลงประโคมศพ
เกี่ยวกับเรื่องนี้ครูช่อ อากาศโปร่ง ศิษย์เอกผู้หนึ่งของครูหลวงประดิษฐ์เล่าไว้ว่า สมัยหนึ่งที่วงปี่พาทย์คณะศิษย์ครูหลวงประดิษฐฯบรรเลงประจำอยู่ที่วัดไตรมิตร ถึงเวลายกศพต้องบรรเลงเพลงมอญยกศพกลับไปกลับมาอยู่เพลงเดียว ความที่เกรงว่าลูกศิษย์จะเกิดเบื่อหน่าย ครูหลวงประดิษฐ์ฯ จึงแต่งเพลงขึ้นใหม่อีกเพลงหนึ่งให้ชื่อว่าเพลงทยอยมอญ สำหรับใช้บรรเลงต่อจากเพลงมอญยกศพ ต่อมาประมาณปี พ.ศ. 2480 ครูหลวงประดิษฐ์ฯได้แต่งเพลงสำเนียงมอญขึ้นอีกชุดหนึ่ง เรียกว่า เพลงดาวทอง และนำเพลงทยอยมอญมารวมไว้เป็นอันดับ 3 ในชุดนี้ด้วย
ครูพินิจ ฉายสุวรรณ พิจารณาเห็นว่าเพลงทยอยมอญเป็นเพลงที่มีสำเนียงไพเราะแต่แฝงความโศกเศร้า เหมาะสมที่จะนำมาแต่งเป็นเพลงประเภททยอย จึงนำมาปรับปรุงแต่งขยายขึ้นเป็นอัตรา 3 ชั้น ให้มีลูกล้อลูกขัดตามแบบฉบับของเพลงทยอย ส่วนอัตรา 2 ชั้น ก็สอดแทรกลูกล้อลูกขัดไว้เช่นเดียวกัน และตัดลงเป็นชั้นเดียวจนครบเป็นเพลงเถา สำเร็จเรียบร้อยเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2525
บทขับร้องนำมาจากเรื่องราชาธิราช ตอนประหารชีวิตพ่อลาวแก่นท้าว ทำนองร้องแต่งโดยครูพินิจ ฉายสุวรรณ
บทร้องเพลงทยอยมอญ เถา
เจ้าประคุณทูนเกศของลูกแก้ว
วันนี้แล้วเวลามาถึงฉัน
ไม่มีผิดบิตุราชให้ฟาดฟัน
เพราะเกลียดกันหลงกลอีคนพาล
ยังมิทันทดแทนพระคุณเลย
โอ้อกเอ๋ยกรรมสร้างตามล้างผลาญ
ถึงตัวตายไม่เสียดายสู้วายปราณ
สุดสงสารมารดรจะค่อนหา
แล้วตั้งจิตอธิษฐาน
จงสมการมุ่งมาดปรารถนา
มิได้ทุจริตต่อบิดา
ท่านแกล้งฆ่าเราตายทำลายชนม์
ขอให้ได้ไปเกิดเมืองอังวะ
ในครรภ์พระนางกษัตริย์ปฏิสนธ์
อันเป็นเอกกัลยาจอมสากล
พระเจ้ามณเฑียรทองเหมือนจินดา
ให้มารดาอยากกินซึ่งดินเหลือง
ที่ในใจกลางเมืองหงสา
แม้เมื่อประสูติออกนอกครรภา
อายุข้าถ้วนถ่องสิบสองปี
ขอให้ได้ทำสงครามตามพิฆาต
เจ้าราชาธิราชให้ป่นปี้
คือพระบิตุรงค์ข้าองค์นี้
จงสมที่ปรารถนาทุกประการ
- อิเหนาแปลง เถา
ประวัติ
ทำนองสองชั้นเป็นของเก่าไม่ทราบแน่ชัดว่าครูท่านใดเป็นผู้แต่งนิยมใช้ขับร้องบรรเลงประกอบการแสดงละครและลิเก เป็นเพลงท่อนเดียวมีอัตราความยาว ๕ จังหวะ ครูพินิจ ฉายสุวรรณ ได้ทำนองเพลงนี้มาจากครูสกล แก้วเพ็ญกาศ ครูดนตรีไทยบ้านบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี ประมาณปี พ.ศ. ๒๕๒๖จึงนำมาแต่งขยายขึ้นเป็นอัตราสามชั้นและตัดลงเป็นชั้นเดียว ให้ครบเป็นเพลงเถาพร้อมทั้งแต่งทำนองร้อง และบทขับร้องโดยนำเนื้อความมาจากบทละครเรื่องอิเหนา
บทร้องเพลงอิเหนาแปลง เถา
พระรำพึงถึงนุชบุษบา กัลยาพริ้งเพริดเฉิดฉวี
หาหญิงใดในพื้นธรณี ไม่งามเท่าเทวีของพี่ยา
หากรู้ว่าโฉมงามทรามสวาท งามผุดผาดดังเทพเลขา
จะมิให้ระตูจรกา สู่ขอขนิษฐาเป็นคู่ครอง
เพราะฤทธิ์รักรุมร้อนเข้าสุมจิต รักเป็นพิษรุมใจให้หม่นหมอง
แม้นมิได้ทรามสงวนนวลละออง ชีวิตเราเห็นต้องถึงบรรลัย
ถ้าแปลงได้เป็นแมลงจะแฝงเข้า ไปคลึงเคล้าเชยชิดพิศมัย
ขอกอดจูบลูบคลำให้หนำใจ สมที่ได้หลงรักมาแรมปี
ประเภทเพลงเรื่อง
ประเภทเพลงนางหงส์
เพลงนางหงส์เป็นเพลงที่ใช้บรรเลงในวงปี่พาทย์นางหงส์ มักใช้ประโคมศพ เพลงที่ใช้ประโคมโดยทั่วไปมักจะใช้เรื่องนางหงส์ ๒ ชั้น และก็มีเพลงเรื่องนางหงส์ต่างๆ เอกลักษณ์ของเพลงเรื่องนางหงส์จะตั้งต้นด้วยเพลงสามชั้นที่มีลูกล้อลูกขัด แล้วออกเพลงเร็วที่เหมาะสมกับเพลงตั้งนั้น และอาจจะออกเพลงฉิ่งต่อก็ได้แล้วออกด้วยเพลงเกร็ดซึ่งอาจเป็นเพลงภาษาก็ได้ แต่ที่นิยมมักเป็นเพลงหน้าทับลาว มักเรียกชื่อเรื่องตามเพลงสามชั้น หน้าทับที่ใช้ก็เปลี่ยนจากปรบไก่ หรือ สองไม้ เป็นหน้าทับนางหงส์แทน เพลงเรื่องนางหงส์ที่ผมนำมาเผยแพร่นี้ใช้อยู่ในวงดนตรีไทยกรุงเทพมหานคร เหตุที่เรียบเรียงขึ้นไว้ครูพินิจบอกว่าเพื่อความเรียบร้อยในการบรรเลง โดยปกตินั้นผู้บรรเลงสามารถหาเพลงเร็วออกไปได้เรื่อยๆตามความเหมาะสม ดังนั้นเพลงเรื่องนางหงส์จึงเป็นการวัดความสามารถของผู้บรรเลงทั้งด้านฝีมือและด้านความรู้ของผู้บรรเลงว่าผู้นั้นเรียนมามากน้อยเพียงใด
-เรื่องนางหงส์ ๒ ชั้น ประกอบด้วยเพลงพราหมณ์เก็บหัวแหวน สาวสอดแหวน แสนสุดสวาท แมลงปอทอง และเพลงแมลงวันทอง
-เรื่องกล่อมนารี ประกอบด้วยเพลงกล่อมนารี ๓ ชั้น ออกเพลงเร็วสาวสุดสวยและเพลงเกร็ดเพลงลาวเสี่ยงเทียนสองชั้นออกลูกหมด
ประเภทเพลงมอญ
คือประเภทเอาไว้บรรเลงประโคมในงานศพ
ความรู้เกี่ยวกับเพลงไทยเดิม
เพลงลาวจ้อย
เป็นเพลงอัตราจังหวะ 2 ชั้น สำเนียงลาว ใช้เป็นทำนองเพลงนำไปประกอบระบำไก่หมู่ ที่เรียกว่า “ระบำไก่” ซึ่งมีบทร้องขึ้นว่า “สร้องแสงแดงพระพาย
ขนเขียวลายระยับ” ต่อมามีผู้เรียกชื่อเพลงว่า เพลงสร้อยแสงแดง หรือเพลงลาวเซิ้ง เหตุที่เรียกว่าเพลงลาวจ้อย ก็เนื่องจากสร้อยของทำนองเพลงสำเนียงลาวเพลงหนึ่ง ที่มีบทสร้อยว่า “จ้อยแม่นา” บางแห่งก็เรียกว่าเพลงต่อไก่ อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะเรียกชื่อเพลงต่างๆกัน แต่ทำนองเพลง และบทร้องยังคงเหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง
เพลงลาวดวงเดือน
พระองค์ชายเพ็ญพัฒนพงศ์ พระโอรสในกระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกับเจ้าจอมมารดา มรกฏ ประสูติเมื่อ
วันที่ 13 กันยายน 2425 ได้เสด็จ ไปทรงศึกษา ณ ประเทศอังกฤษ เมื่อเสด็จกลับมาแล้ว ทรงเข้ารับราชการในตำแหน่งผู้ช่วยปลัดทูลฉลองกระทรวงเกษตราธิการ และในปีวอก พ.ศ.2451พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงกระกรุณาโปรดเกล้าฯสถาปนาพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์เจ้า
เพ็ญพัฒนพงศ์เป็นกรมหมื่นพิชัยมหินทโรดม กรมหมื่นพิชัยมหินทโรดมทรงสนพระทัยในดนตรีไทยเป็นอย่างมาก ถึงกับมีวงปี่พาทย์วงหนึ่ง ที่เรียกกันว่า "วงพระองค์เพ็ญ" และนอกจากนี้แล้วพระองค์ยังทรงเป็นนักแต่งเพลงที่สามารถ
พระองค์หนึ่ง โดยได้ทรงพระราชนิพนธ์เพลง "ลาวดวงเดือน" ในขณะออกตรวจราชการโดยใช้เกวียน โดยทรงตั้งชื่อเพลงนี้ว่า "ลาวดำเนินเกวียน" เนื่องจากเพลงนี้มีเนื้อร้องและทำนองซาบซึ้งติดอกติดใจ และเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวาง เมื่อนำออกเผยแพร่ประกอบกับเนื้อเพลงมีคำว่า "ดวงเดือน" ตั้งแต่เริ่มและเน้นในส่วนสำคัญของคำว่า "ดวงเดือน" ตลอดจึงเรียกว่า "เพลงลาวดวงเดือน" โดยแท้จริงแล้วเพลงนี้ผู้ทรงนิพนธ์เพลง ตั้งชื่อว่า "เพลงลาวดำเนินเกวียน"
เนื้อร้องมีดังนี้
"โอ้ละหนอ ดวงเดือนเอย ข้อยมาเว้ารักเจ้าสาวคำดวง
โอ้ดึกแล้วหนอ ข้อยขอลาล่วง อกพี่เป็นห่วงรักเจ้าดวงเดือน เอย
ขอลาแล้ว เจ้าแก้วโกสุมภ์ ข้อยนี้รักเจ้าหนอ ขวัญตาเรียม
จะหาใหนมาเทียม เจ้าดวงเดือนเอย
หอมกลิ่นเกสร เกสรดอกไม้ หอมกลิ่นคล้าย คล้ายเจ้าสูเรียมเอย
หอมกลิ่นกรุ่นครัน หอมนั้นยังบ่เลย เนื้อหอมทรามเชย เราละหนอ"
เพลงลาวคำหอม
เพลงลาวคำหอมเป็นเพลงที่แต่ขึ้นเพื่อร้องอวดกันในการเล่นสักวา โดยจะแต่งขึ้นโดยอัตโนมัติ ไม่มีเพลงใดเป็นสมุฏฐาน โดยเพลงเหล่านี้จะมีทำนองที่แต่ขึ้นอย่างไพเราะคมคาย เพลงลาวคำหอมเป็นเพลงที่จ่าเผ่นผยองยิ่ง (โคม) ซึ่งเรียกโดยทั่วไปว่า "จ่าโคม" นักร้องและนักแต่งเพลงสักวามีชื่อผู้หนึ่งแต่งขึ้นโดยอัตโนมัติทั้งบทร้องและทำนองเพลง เพลงลาวคำหอมนี้ แม้จะมีประโยคคล้ายและลีลาเป็นอัตรา 2 ชั้นก็จริง แต่ก็มีความยาวไล่เลี่ยกับเพลงอัตรา 3 ชั้นบางเพลง และมีทำนองไพเราะน่าฟังมากจนเป็นที่นิยมแพร่หลายเข้ามาในวงการร้องส่งดนตรีโดยทั่วไป เมื่อทำนองเพลงลาวคำหอมได้รับความนิยมเข้ามาในวงการร้องส่งดนตรี พระยาประสาน ดุริยศัพท์ (แปลก ประสานศัพท์) จึงแต่งทำนองดนตรีขึ้นสำหรับบรรเลงรับร้อง โดยถอดจากทำนองร้องของจ่าเผ่นผยองยิ่งอีกชั้นหนึ่ง และก็ได้รับความนิยมแพร่หลายในวงการดนตรีทุกชนิดจนปัจจุบัน
เพลงบุหลันลอยเลื่อน
เพลงบุหลันลอยเลื่อน หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า เพลงบุหลันเลื่อนลอยฟ้า เป็นเพลงที่มีความไพเราะซาบซึ้งเป็นเยี่ยมเพลงหนึ่ง
เพลงนี้เล่าสืบต่อกันมาว่า เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงซอสามสายคู่พระหัตถ์ ที่ชื่อว่าซอสายฟ้าฟาด ก็เสด็จเข้าที่พระบรรทม ทรงพระสุบิน(ฝัน) ไปว่า พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินไปในสถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งสวยงามมากไม่มีที่แห่งใดในโลกเสมอเหมือน ขณะนั้นได้ทอดพระเนตรเห็นดวงจันทร์ค่อยๆลอยเคลื่อนเข้ามาใกล้พระองค์
ทีละน้อยๆและสายแสงสว่างไปทั่วบริเวณ ทันใดนั้นก็ปรากฏเป็นเสียงทิพยดนตรีแว่วกังวานหวานไพเราะเสนาะพระกรรณ์ พระองค์ประทับทอดพระเนตร และทรงสดับเสียงดนตรีนั้นด้วยความเพลิดเพลินพระราชหฤทัย จนดวงจันทร์ค่อยๆลอยเลื่อนเคลื่อนห่างออกไปในท้องฟ้า พร้อมกับสำเนียงเสียงทิพย์ดนตรีนั้นค่อยจางลงๆ จน
หมดเสียงพลันก็เสด็จตื่นบรรทม แม้เสด็จตื่นแล้ว สำเนียงเสียงดนตรีในพระสุบินยังคงแว่วกังวานในพระโสต
อยู่จึงโปรดให้ เจ้าพนักงานดนตรีเข้ามาต่อเพลงนั้นไว้
เพลงนี้พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้พระราชทานชื่อว่า "เพลงบุหลันลอยเลื่อน" หรือเพลง
"บุหลันลอยฟ้า"หรือบางทีก็เรียกว่า "เพลงพระสุบิน"
เพลงลาวครวญ
เพลงนี้เป็นเพลง 2 ชั้น มักใช้ขับร้องเป็นเพลงตับในเรื่องพระลอ หรือเพลงตับลาวต่างๆ นายถีร ปี่เพราะ
ได้แต่งขึ้นเป็น 3 ชั้นและตัดลงเป็นชั้นเดียว ให้รวมเป็นเพลงเถา เมื่อราว พ.ศ. 2490พร้อมกับคิดทำนอง ร้องประกอบความหมายของทำนองเพลง หมายถึงการรำพึงถึงความหลังด้วยความโศกเศร้า
เพลงพระเจ้าลอยถาด
เพลงพระเจ้าลอยถาดเป็นเพลงหน้าพาทย์พิเศษเพลงหนึ่ง เป็นเพลงเก่าสมัยกรุงศรีอยุธยา โอกาสที่จะใช้เพลงนี้ คือ
สำหรับเมื่อเวลาพระสงฆ์ฉันภัตตาหารและอนุโมทนาแล้ว
นับเป็นเพลงที่เหมาะสมกับโอกาสเป็นอย่างยิ่งทำนองเพลงและไม้กลอง ฟังเป็นเสียงกระเพื่อมของผิวน้ำ ทำให้ผู้ที่ได้รับฟัง และสาธุชนทั่วไปหวลรำลึกถึงเมื่อครั้งสมเด็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เสวยข้าวมธุปายาส ที่นางสุชาดานำมาถวายในวันแรกที่ตรัสรู้
เสร็จแล้วทรงลอยถาดทองลงบนกระแสน้ำแห่งแม่น้ำเนรัญชรา
เพลงนกขมิ้น
จัดเป็นเพลงหวานซาบซึ้งทั้งเนื้อร้อง และทำนอง มักใช้เป็นเพลงกล่อมบุตรหลาน
เพลงนี้ครูเพ็ง แต่งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 จากทำนอง 2 ชั้นของเก่าที่ปรากฏอยู่ในเพลงเรื่อง "แม่ม่ายคร่ำครวญ"
ต่อมา อาจารย์มนตรี ตราโมท ได้ปรับปรุงแก้ไขแต่งบทและทำนองร้อง 2 ชั้น และชั้นเดียวขึ้น ในปี พ.ศ. 2476 และเพิ่ม
ทำนองร้องและว่าดอก ตามแนวทางของครูเพ็ง
เนื้อร้องของเก่าดังนี้
เจ้านกขมิ้นเหลืองอ่อน ค่ำแล้วเจ้าจะนอนที่รังใหน
นอนใหนก็นอนได้ สุมทุมพุ่มไม้ที่เคยนอน
สมพัดมาอ่อนอ่อน เจ้าก็ร่อนไปตามลมเอย
ดอกเอ๋ย ดอกขจร
นกขมิ้นเหลืองอ่อน ค่ำแล้วจะนอนที่ใหนเอย
เพลงหน้าทับ
หมายถึงลีลาของเครื่องหนังที่ใช้ตีกำกับจังหวะในวงดนตรีไทย แบ่งเป็น 3 ประเภท
1. หน้าทับปรบไก่
2. หน้าทับสองไม้
3. หน้าทับพิเศษ
เครื่องหนัง ก็คือเครื่องตีกำกับจังหวะที่ขึงด้วยหนังซึ่งจะขึงหน้าเดียวหรือสองหน้าก็ได้ เช่น ตะโพน,
กลองทัด,กลองแขกกลองสองหน้า,
โทน - รำมะนา เป็นต้น ส่วนเครื่องที่บรรเลงทำนองดนตรี แม้ว่าบางชนิดจะขึงด้วยหนัง เช่น
ซอสามสาย,ซออู้,ซอด้วงเราก็ไม่เรียกว่าเครื่องหนัง
เพลงบังใบ เดี่ยวซอสามสาย: บรรเลงโดย ศิลปี ตราโมท ควบคุม: สมาน กาญจนะผลิน
เพลงบังใบในอัตรา 2 ชั้น แต่เดิมมาใช้ขับร้องในการประกอบการแสดงโขนและละครภายหลัง ได้มีผู้ประดิษฐ์แต่งทำนองขึ้นเป็นอัตรา 3 ชั้น และตัดแต่งลงเป็นชั้นเดียว หลายทางด้วยกัน
เพลงคลี่นกระทบฝั่ง
เพลงคลื่นกระทบฝั่ง พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว(รัชกาลที่ 7) ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นเป็น 3 ชั้น จากเพลงคลื่นกระทบฝั่งของเดิม ซึ่งเป็น 2 ชั้น ใช้เป็นเพลงโหมโรงประเภทเสภา ให้ชื่อว่าแสนคำนึง ตามความรู้สึกของเพลงที่มีความหมายไปในทางเศร้าสร้อยครุ่นคิดคำนึงและคร่ำครวญถึงความยากลำบาก
เพลงลาวดำเนินทราย
เพลงลาวดำเนินทราย 2 ชั้น เป็นเพลงของจ่าเผ่นผยองยิ่ง(โคม) ได้คิดขึ้นโดยเฉพาะแต่ทางร้อง ซึ่งเรียกกันว่า
หางสักว่า ต่อมาพระยาประสาน ดุริยศัพท์(แปลก ประสานศัพท์) ได้คิดทางดนตรีขึ้นไว้สำหรับขับร้องในวงเครื่องสายปี่ชวา ทำนองของเพลงแสดงความหมายเป็นเชิงลาจากกันไปตามกำหนดเวลา
เพลงพม่าแปลง
เป็นเพลง 2 ชั้น เดิมเป็นของหม่อมต่วน วรวรรณ เป็นผู้คิดตัดทำนองขึ้นจากเพลงมอญแปลง ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯและโดยที่ท่านทำให้มีสำเนียงเป็นพม่า จึงให้ชื่อเสียใหม่ว่า
เพลง "มะตะแบ" ภายหลังมีผู้เรียกว่า "พม่าแปลง" และเรียกกันสืบมาต่อมาได้มีผู้แต่งขึ้นเป็น 3 ชั้นและตัดลงเป็นชั้นเดียว
เมื่อรวมกับ 2 ชั้นของเดิมก็ครบเป็นเพลงเถา
เพลงลาวเสี่ยงเทียน
เมื่อราว พ.ศ. 2476 หลวงประดิษฐ์ไพเราะ(ศร ศิลปบรรเลง) ได้นำทำนองเพลงลาวเสี่ยงเทียนของเก่าซึ่งเป็นอัตรา 2 ชั้น และมี 2 ท่อนนั้นมาแต่งขึ้นเป็นอัตรา 3 ชั้นทั้งทำนองร้องและทำนองดนตรีโดยประดิษฐ์ ทำนองให้มีสำเนียงเป็นภาคเหนือตามสำเนียงเดิม โดยตั้งใจบรรเลงเป็น 3 ชั้นเท่านั้น จึงได้แต่งทำนองเที่ยวกลับ
ให้ผิดจากเที่ยวแรก เรียกกันว่า "ทางเปลี่ยน" เมื่อบรรเลงรวมกัน จึงเท่ากับ 4 ท่อน มาภายหลังประสงค์ที่จะร้องและ
บรรเลงเพลงลาวเสี่ยงเทียนให้เป็นเพลงเถาโดยเพิ่มอัตรา 2 ชั้นและชั้นเดียวต่อไปอีก ครั้นจะตัดทำนอง 3ชั้นท่อนใด ท่อนหนึ่งออกก็ไม่เหมาะสม จึงให้คงไว้ทั้งหมดเมื่ออัตรา 3 ชั้น กลับต้นเป็น 2 เที่ยวเช่นนั้น อัตรา 2 ชั้นและชั้นเดียวก็ดำเนินไปในเกณฑ์เดียวกัน ทำนองในอัตรา 2 ชั้นจึงเป็นของเก่าเที่ยวเดียวแต่งขึ้นใหม่ เป็นทางเปลี่ยนอีกเที่ยวหนึ่งและชั้นเดียวแต่งขึ้นใหม่ทั้ง 2 เที่ยว
เพลงลาวกระทบไม้
เพลงลาวกระทบไม้เป็นเพลงที่สนุกสนาน มีขึ้นพร้อมๆกับการเล่นรำลาวกระทบไม้ ผู้แต่งบทร้องคือ
อาจารย์มนตรี ตราโมท โดยท่ารำในการละเล่นลาวกระทบไม้ กรมศิลปากรได้ปรับปรุงท่ารำให้รวดเร็ว แต่ยังรักษาความชดช้อยน่ารักไว้
เพลงนางครวญ เถา
สามชั้น
โอ้ว่าป่านฉะนี้พระพี่เจ้า จะโศกเศร้ารัญจวนหวนหา
ตั้งแต่ไปแก้สงสัยมา ไม่เห็นขนิษฐาในถ้ำทอง
สองชั้น
พระจะแสนโศกสร้อยละห้อยไห้ ร้อยราชหฤทัยหม่นหมอง
จะดั้นด้นค้นคว้าเที่ยวหาน้อง ทุกประเทศเถื่อนท้องพนาลี
ชั้นเดียว
อกเอ๋ยทำไฉนจะได้รู้ ว่าน้องอยู่ประมอต้นกรุงศรี
แม้นใครทูลแถลงแจ้งคดี เห็นทีจะรีบมาด้วยอาลัย
(อิเหนา พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 2)
ประวัติ
เพลงนางครวญนี้เข้าใจว่ามีที่มาจากเพลง นางร่ำ 2 ชั้น ในเพลงตับนเรศวร์ ชนช้างตามตำรามโหรี ผู้แต่งคงจะเป็นคนเดียวกับผู้แต่งเพลงสุดสงวน เพื่อให้มีทำนองคู่กัน และแต่งในระยะเวลาใกล้เคียงกัน ลีลาของเพลงแสดงความหมายตามชื่อเพลง คือเป็นการคร่ำครวญ รำพึงรำพันความโศกเศร้าของผู้หญิงเมื่อ
พ.ศ. 2476 ครูมนตรี ตราโมท ได้ตัดแต่งจาก 3 ชั้นลงเป็น 2 ชั้น และชั้นเดียวจนครบเป็นเพลงเถา
โดยเลียนทำนอง 2 ชั้น และชั้นเดียวจากเพลงสุดสงวน
เพลงอาหนู เถา
สามชั้น
อาหนูน้อยน้อย ค่อยบรรเลงทำเพลงเล่น
ไม่กระจ่างทางสุนทรที่ซ่อนเร้น ฟังก็เป็นเพลงได้แต่ไม่ดี
ฉันยังเล็กเด็กอยู่ครูพึ่งสอน ปัญญาก็อ่อนลีมเลือนเชือนวิถี
ทั้งร้องรับขับลำเพลงดนตรี จะหาที่เพราะยากลำบากใจ
ขออภัยในอักษรกลอนประเทียบ ยังไม่เรียบร้อยแน่เชิญแก้ไข
เอ็นดูด้วยช่วยเป็นครูอาหนูเอย
สองชั้น
เจ้าสาวสาวสาว สาวสะเทิ้น ค่อยค่อยเดินค่อยเดิน เดินตามทาง
ล้วนอนงค์ ทรงสำอาง นางสาวศรี ห่มสี
ใส่กำไล แลวิไล ทองใบอย่างดี ทองดีดี
ประดับสี เพชรพลอย พลอยงาม ดูงาม
ชั้นเดียว
ใส่ต่างหู สองหู หูทัดดอกไม้ สตรีใด ชนใด ในสยาม
จะหางาม งามกว่า มาเทียบไม่ เทียม
ชวนกันเดินพากันเดินรีบเดินมา จะไปฟังสักวาที่ในวัง
ประวัติ
เพลงอาหนู ของเดิมเป็นเพลงจีน ที่ดัดแปลงมาจนเรียกว่า เพลงจีนของเก่า ครูปุย ปาปุยะวาทย์ ได้นำมาแต่งเป็น 3 ชั้น ใล่เลี่ยกับที่ จางวางทั่ว พาทยโกศล ที่แต่งไว้อีกทางหนึ่ง พร้อมทั้งได้ตัดลงเป็นชั้นเดียวครบเป็นเถา