เครื่องดนตรีในพระราชพิธี

  
แตรฝรั่ง

หรือ แตรเดี่ยว และแตรงอน แตรฝรั่ง หรือแตรวิลันดา (Natural Trumpet)   บางครั้งเรียกว่าแตกฟันฟาร์ (Funfare ) ได้นำมาใช้ในพระราชพิธี
ตั้งแต่สมัย  กรุงศรีอยุธยา ใช้ในพระราชพิธีร่วมกับแตรงอนและสังข์ โดยปกติใช้เป่าเฉลิมพระเกียรติ, ในพิธีกรรมของกษัตริย์เมื่อพระเจ้าแผ่นดินเสด็จ เพื่อบอกให้ทราบว่าพระราชาเสด็จแล้ว   มีหลักฐานว่าชาวดัช หรือฮอลันดาเป็นผู้นำเข้ามา จึงได้เรียกแตรฝรั่งว่า แตรวิลันดา

แตรงอน
น่าจะเข้ามาก่อนสมัยกรุงศรีอยุธยา เนื่องจากแตรงอนนั้นเป็นแตรของอินเดีย ซึ่งเลียนแบบมาจากแตรเขาควาย ซึ่งในสมัยโบราณใช้เป่า เพื่อบอกเหตุร้าย,บอกเวลา,เมื่อนำมาใช้ในพระราชพิธี แตรเขาควายก็ถูกเปลี่ยนมาทำด้วยโลหะเงินเครื่องประโคมที่แสดงถึงความยิ่งใหญ่ของ
พระมหากษัตริย์ที่เป็นพิธีกรรม ประกอบด้วยแตร สังข์ บัณเฑาะว์ ฆ้อง มโหระทึก ปี่ กลอง เป็นการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมตะวันตก และตะวันออกอย่างลงตัว

สังข์

เป็นแตรสมัยดึกดำบรรพ์ นับถือกันว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทำด้วยเปลือกหอยตัวโตขัดผิวให้เกลี้ยง แล้วเจาะรูที่ก้นหอยเพื่อใช้เป่า

        มีเรื่องเล่ากันว่า มีอสูรตนหนึ่งชื่อ ปัญจชน มีรูปเป็นสังข์ อาศัยอยู่ในท้องทะเล ได้สร้างความวุ่นวายมาก ร้อนถึงพระนารายณ์ต้องอวตาร เป็นพระกฤษณะลงไปปราบ และฆ่าอสูรปัญจชน ตาย จึงได้ทรงเอาเปลืองสังข์มาถือไว้ในพระหัตถ์ซ้าย เพื่อไว้เป่ายามออกศึกสงคราม หรือเมื่อมีงานพิธี ในเทวสถาน

ดังนั้น ในงานพระราชพิธีจึงนำสังข์มาเป่าคู่กับแตรเพื่อเป็นสิริมงคลแก่งานและแสดง
ถึงความยิ่งใหญ่ของพระบารมี ขององค์พระมหากษัตริย์ สังข์เป็นสัญลักษณ
์ของผู้ชนะ และผู้ยิ่งใหญ่

กลองมโหระทึก

เป็นกลองที่ทำด้วยโลหะผสมประกอบด้วย ดีบุก ตะกั่ว ทองแดง บางที เรียกว่ากลองสำริด กลองมโหระทึกเป็นกลองหน้าเดียวตีเสียงดัง จึงเรียกว่ามโหระทึกบนหน้ากลองมีรูปดาว 12 แฉก หมายถึงดวงดาว 12 ราศี บางลูกมี 8 แฉก 10 แฉก 12 แฉก และ 14 แฉก  
บนกลองมโหระทึกมีรูปปั้นเป็นกบขี่ซ้อนผสมพันธุ์กันอยู่ 4 คู่ ชาวบ้านจึงเรียกว่า กลองกบ เพราะหมายถึงว่าเมื่อตีกลองแล้วจะเรียกฝนให้ตกลงมา

        ในกฏมณเฑียรบาล กำหนดให้เป็นหน้าที่ของขุนดนตรี ตีกลองมโหระทึก ระบุไว้ว่า อินโทรตี อินทเภรี ศรีเกดตีฆ้องไชย ขุนดนตรีตีหรทึก" ใช้ประโคมร่วมกับแตรสังข์ ทั้งในพระราชพิธี และรัฐพิธี ในโอกาสที่พระมหากษัตริย์เสด็จออกร่วมกับกลองชนะ ในงานเสด็จพระราชดำเนิน 
โดยกระบวนพยุหยาตรา

กลองชนะ

มีลักษณะเหมือนกับกลองแขกแต่ตัวอ้วนสั้นกว่า ใช้หวายขึ้นหนังทั้ง 2 ข้าง กลองชนะใช้สำหรับประโคมออกศึก ในยามสงครามหรือตี เป็นจังหวะในการฝึก เพลงอาวุช   ต่อมากลองชนะใช้ประโคมในขบวนพยุหยาตรางานพระบรมศพและพระศพเจ้านาย
ซึ่งอาจใช้กลองชนะกี่คู่ ขึ้นอยู่กับความสำคัญของฐานันดร ของศพนั้นๆ

บัณเฑาะว์

มาจากคำบาลีว่า “ปณวะ” ซึ่งได้ดนตรีชนิดนี้จากอินเดีย   ลักษณะของบัณเฑาะว์ ตัวกลอง ทำด้วยไม้จริง ขนาดเล็กพอมือถือหัวและท้ายใหญ่ ตรงกลางคอด รูปเหมือนพานแว่นฟ้า ยาวราว 15 ซม. หน้ากว้าง 14 ซม. มีสายโยงเร่งเสียง ให้เชือกร้อยโดยห่างๆมีสายรัดอกตรงคอด และตรงสายรัดอกนั้นมีหลักยาว อันหนึ่ง รูปเหมือนยอดเจดีย์ ทำด้วยไม้ หรืองา ยาวประมาณ 13 ซม.ตรงปลายหลักใช้เชือกผูก ปลายเชือกอีกข้างหนึ่ง ผูกลูกตุ้ม กลองชนิดนี้ไม่ใช้ตีด้วยไม้ หรือ แต่ใช้มือถือไกว คือพลิกข้อมือ กลับไปกลับมา 
ให้ลูกตุ้มที่ปลายเชือก โยนตัวไปมากระทบตรงหนังหน้ากลองทั้ง สองข้างใช้ในงานพระราชพิธี เช่นขับกล่อมสมโภช พระมหาเศวตฉัตรสมโภช พระยาช้างเผือก หรือสำหรับ เห่กล่อม ในพระราชพิธีต่างๆ

พิณน้ำเต้า

mpinnamtao.jpg (17525 bytes)

เป็นเครื่องดนตรีโบราณ มีสายเดียว ชาวอินเดียนำมาเล่นแพร่หลายในแหลมอินโดจีนก่อน ต่อมาขอมโบราณ หรือมอญ เขมรรับช่วงต่อเอาไว้ ก่อนที่ชาวไทยจะอพยพลงมาจากตอนใต้ของประเทศจีน   ที่เรียกว่าพิณน้ำเต้า ก็เพราะ เอาเปลือกผลน้ำเต้า มาตัดครึ่งลูกเอาทางจุกหรือทางขั้วไว้ เจาะตรึงติดกับไม้คันพิณ ที่เรียกว่า “ทวน” เพื่ออุ้มเสียงให้เกิดกังวาน ทวนใช้ไม้เหลา
ให้ปลายข้างหนึ่ง เรียวงอน โค้งขึ้นสำหรับผูกสาย ยาวประมาณ 78 ซม. ทางโคนของทวนอีกข้างหนึ่งเจาะรู แล้วเอาไม้อีกอันหนึ่งมาเหลาทำลูกบิดยาวประมาณ 25 ซม.สอดเข้าไปในรูให้ปลายโผล่ขึ้นไป
ผู้สายอีกข้างหนึ่งสำหรับบิดสายให้ตึงหรือหย่อน เพื่อให้
เสียงสูงต่ำ กระโหลกน้ำเต้านั้นตรึงติดเข้ากับคันทวนค่อนไปทางโคน ส่วนสายในปัจจุบันใช้ลวดทองเหลือง โดยไปผูกกับรัดอกตรงใกล้กับที่ติดจุกน้ำเต้า
            วิธีเล่นพิณน้ำเต้า ผู้เล่นจะต้องถอดเสื้อ ใช้มือซ้ายจับทวน แล้วเอากระโหลกพิณประกบติดตรงอกซ้าย ใช้มือขวาดีดสาย ผู้เล่นที่ชำนาญจะขยับกระโหลกน้ำเต้า เปิดปิดตรงหน้าอกเพื่อให้เกิดเสียงก้องกังวาน แล้วใช้มือซ้ายช่วยกดหรือเผยอ เพื่อให้สายตึงหรือหย่อน

พิณเพี้ยะ

mpinpia.jpg (19061 bytes)

เป็นเครื่องดนตรีโบราณ บางทีเรียกเปี้ยะ มีประวัติกล่าวถึงในพงศาวดารลานช้าง ตั้งแต่พระมหากษัตริย์ของชนชาติไทย ตั้งอณาจักรไทยอยู่ ในประเทศจีน ตอนใต้
    ลักษณะของพิณเพี้ยะ คล้ายกับพิณน้ำเต้า แต่พิณเพี้ยะทำเพิ่มเป็น 2 สายบ้าง และ 4 สายบ้าง คันทวนยาวประมาณ 1 เมตรเศษ ลูกบิดยาวประมาณ 18 ซม. ใช้เชือกคล้องสายผูกโยกไว้กับทวน สำหรับเร่งเสียงเหมือนกับพิณน้ำเต้ามีกล่าวถึงในกาพย์ขับไม้ เรื่องพระรถเสน เรียกว่า “พิณเพลีย” และกล่าวคล้ายกับว่า เป็นเครื่องดนตรีที่ใช้ร่วมบรรเลงในงานพระราชพิธีมงคลสมโภชด้วยดังนี้

“ครั้งใด้ฤกษ์ดี จึงเบิกบายศรี สมโภชภูบาลแตรสังข์เสียงใน พาทย์ฆ้องศรไชย มีทั้งฉิ่งเพลงชาญปี่ขลุ่ยเสียงหวานจะเข้พิณเพลียการ ศัพท์คือเพลงสวรรค์”

กระจับปี่

เป็นเครื่องดนตรีโบราณ เช่นเดียวกับ พิณเพี้ยะ มีกล่าวถึงไว้ในกฏมณเฑียรบาลสมัยกรุงศรีอยุธยา ว่า

“ร้องเพลงเรือ เป่าปี่เป่าขลุ่ย สีซอดีดจะเข้ กระจับปี่ตีโทนทับโห่ร้องนี้นั่น”

kajubpee1x1.jpg (35910 bytes)         

ต่อมาได้นำไปใช้เป็นเครื่องดีดประกอบการขับไม้ สำหรับเพลงในงานหลวงเช่นงานพระราชพิธีต่างๆ เช่น งานสมโภช พระมหาเศวตฉัตรที่เรียกว่า “กระจับปี่ “ ว่ากันว่า เพี้ยนมาจาก “กัจฉปิ” เป็นคำชวา ซึ่งเพี้ยมาอีกต่อหนึ่งจากคำในภาษาบาลี และสันสกฤตว่า “กัจฉปะ”ซึ่งแปลว่า “เต่า” เนื่องจากแต่เดิมเห็นว่าตัวกระโหลกนั้นมีรูปร่างคล้ายกระดองเต่านั่นเอง
          กระจับปี่ เป็นพิณ 4 สาย ตัวกระโหลกมีลักษณะแบนทั้งด้านหน้าและหลัง คล้ายกีตาร์แต่รูปกลมรี หนาประมาณ 8 ซม.ตัวกระโหลกยาว  44 ซม. กว้าง 40 ซม. คันทวนเรียวยาวตอนปลายทวนทำแบน และบานปลาย แบะผายออกไป ยาวตลอดทั้งคันประมาณ 180 ซม. มีลูกบิดสำหรับขึ้นสาย 4 อัน โดยใช้สายเอ็นขึง แล้วทำหย่องตรงกระโหลกด้านหน้า
        เวลาเล่นใช้ นิ้วหัวแม่มือ กับนิ้วชี้จับไม้ดีดเขี่ยสายให้สั่นสะเทือน ในกฏมณเฑียรบาลสมัยอยุธยากล่าวไว้ว่า“ร้องเพลงเรือ เป่าปี่เป่าขลุ่ย สีซอดีดจะเข้ กระจับปี่ ตีโทนทับโห่ร้องนี่นั่น”        ต่อมาได้นำไปใช้ในเครื่องดีดประกอบการ “ขับไม้ “ สำหรับบรรเลงในงานหลวงเช่น งานสมโภช พระมหาเศวตฉัตร และสมโภช
พระยาช้างเผือก เป็นต้น