การไหว้ครูดนตรีไทย

การไหว้ครูดนตรีไทย

การใหว้ครูและครอบครู

teach1x1.jpg (9209 bytes)
(ครูมนตรี ตราโมท)

การใหว้ครู และครอบครู เป็นการแสดงกตเวทีต่อบุพการี ครูบาอาจารย์
ในพิธีการนั้น จะต้องจัดให้มีเครื่องสังเวย และครูผู้อ่านโองการตามแบบแผน ส่วนใหญ่จะเลือกกระทำพิธี ในวันพฤหัสบดี
การใหว้ครูและครอบครูของผู้ศึกษาเครื่องสายและคีตศิลป์ ครูผู้กระทำพิธีจะทำการครอบด้วยฉิ่งที่ศีรษะ และครอบเพียงครั้งเดียว
ส่วนการใหว้ครูและครอบครูสำหรับปี่พาทย์นั้นจะมีพิธีการขั้นตอนละเอียด เนื่องจากผู้เรียนปี่พาทย์จะต้องเรียนเพลงเถา  และเพลงหน้าพาทย์ ดังนั้นการครอบครู จึงมีพิธีการไว้เป็นระดับ ๆ ดังนี้  
pree21x1.jpg (5369 bytes)
ขั้นที่1    การเรียนเบื้องต้น ผู้เรียนจะต้องเรียนเพลงชุดโหมโรงเย็น ที่ขึ้นต้นด้วยเพลงสาธุการ ครูผู้ทำพิธี จะครอบด้วยการจับมือ
ให้ตีฆ้องวงใหญ่  เพลงสาธุการ

ขั้นที่2    ครูผู้ครอบจะครอบด้วยการจับมือให้ตีฆ้องวงใหญ่ เพลงตระโหมโรง แล้วให้เรียนเพลงต่างๆ ในชุดโหมโรงเย็นจนจบ

ขั้นที่3    ครูผู้ครอบจะทำพิธีด้วยการจับมือให้ตีฆ้องวงใหญ่ เพลงตระบองกัน แล้วจึงให้เรียนเพลงต่างๆในชุดโหมโรงกลางวันจนจบ

ขั้นที่4    ครูผู้ครอบ จะครอบด้วยการจับมือให้ตีฆ้องวงใหญ่ เพลงบาทสกุณี ต่อจากนั้นในขั้นนี้ ผู้เรียนจะต้องเรียนในเรื่องเพลง
ที่เป็นเพลงหน้าพาทย์ชั้นสูงทุกเพลงจนจบ

ขั้นที่5    ผู้เรียน จะต้องศึกษาเพลงหน้าพาทย์องค์พระพิราพเป็นขั้นสุดท้าย ซึ่งนับเป็นเพลงที่อยู่ในระดับสูงสุด และถือเป็นการนำ
ความสิริมงคลมาสู่ผู้ครอบ และผู้ประกอบพิธีครอบในระหว่างประกอบพิธี ทั้งผู้ครอบและผู้ทำการครอบต้องถือเป็นเรื่องสำคัญสูงสุด
และควรระมัดระวัง และต้องปฏิบัติดังนี้

คุณสมบัติของผู้เข้ารับการครอบในขั้นนี้

1.     ผู้นั้นจะต้องผ่านการครอบขั้นต้นมาแล้ว 4 ขั้นดังกล่าวแล้ว ซึ่งหมายถึงผู้เข้ารับการครอบต้องได้เรียนเพลงหน้าพาทย์ในแต่ละ
ขั้นตอนของพิธีครอบขั้นต้นครบถ้วนแล้ว
2.     ผู้เข้ารับการครอบในขั้นที่ 5 นี้ ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 30 ปี
3.    จะต้องอุปสมบทมาแล้ว 1 พรรษา (หมายถึงได้บวชเรียนแล้ว)
4.     หรือผู้นี้ได้รับพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
tapol1x1.jpg (18508 bytes)
            เมื่อผ่านพิธีการครอบอย่างถูกต้องสมบูรณ์มีคุณสมบัติดีแล้ว จึงให้ปฏิบัติในการเรียนเพลงองค์พระพิราพดังนี้
                            1.     จุดธูปเทียน และดอกไม้เพื่อบูชาองค์พระพิราพก่อนที่จะเริ่มต้นเพลง
                            2.     ครูผู้กระทำพิธีจับมือศิษย์ให้ตีฆ้องวงใหญ่ทำนองเพลงตอนขึ้นต้นองค์พระ 3 ครั้ง
                            3.     ควรต่อเพลงหรือทบทวนเพลงในวันพฤหัสบดี
            เพื่อความเป็นสิริมงคลของทั้งผู้กระทำพิธี และผู้เข้าร่วมในพิธี จะต้องปฏิบัติตามขั้นตอนต่างๆ และต้องระลึกถึงความศักดิ์สิทธิ์
ของพิธีการโดยเคร่งครัดด้วย

 
 :: การไหว้ครูของนักดนตรีไทย ุ ::

โดยคุณครูชนก  สาคริก

          เนื่องจากได้อ่านบทสนทนาของผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมเว็บฯไทยคิดในหัวข้อคุยทางไกลมีคำถามหนึ่งที่ น่าสนใจ คือ มีผู้ตั้งคำถามว่าเหตุใดก่อนที่จะบรรเลงดนตรีนักดนตรีไทยจึงต้องยกมือ ไหว้ทุกครั้ง เขาไหว้ใครและไหว้ทำไม จะเหมือนกับการไหว้พระหรือเปล่า  คำถามนี้แสดงให้ เห็นว่านักดนตรีไทย รุ่นหลังๆ ไม่ค่อยจะทราบความหมาย ของการกระทำดังกล่าว ซึ่งอาจจะเกิด จากการเหตุสองประการคือ ประการแรกผู้เริ่มเรียนดนตรีไทยไม่สนใจมุ่งแต่ จะฝึกทางด้าน ปฏิบัติเท่านั้น ประการที่สองคืออาจจะไม่ได้ รับการแนะนำสั่งสอนให้ทราบถึงความหมายที่ แท้จริง จากครูผู้สอนก็ได้  แต่โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่า การที่เด็กรุ่นใหม่ๆไม่ทราบความหมายของ การไหว้แบบนี้ น่าจะ เกิดจากประการหลังเสียเป็นส่วนใหญ่ จึงได้เขียนบทความนี้ขึ้นเพื่อให้ เด็กรุ่นหลังได้ทราบไว้เป็นความรู้

 การยก มือไหว้ของคนไทยนั้นเป็นกิริยาที่แสดงออกถึงความในใจของผู้ไหว้ โดยมีความหมายหลาย นัย เช่น แสดงความ เคารพ ยกย่อง ระลึกถึง ทักทาย ขอบคุณ ขอโทษ และอีกหลายความหมายสุดแท้แต่    โอกาส ดังนั้นการไหว้จึงเป็น กิริยาอาการที่พบเห็นได้บ่อยทั่วไป ซึ่งบางทีบ่อยเสียจนแม้แต่ผู้ไหว้ยังลืม ความหมาย ของการไหว้และสับสนจนต้องมาตั้งคำถามกันทำนองนี้

          ประเพณีการยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาพนมบรรจบกัน โดยมีลักษณะคล้ายกับดอกบัวตูมนี้ คนไทยอาจ จะได้รับอิทธิพลมาจากอินเดียตอนที่พุทธศาสนาแพร่เข้ามา การพนมมือให้เป็นรูปดอกบัวตูมเป็นการแสดง ความคารวะอย่างนอบน้อมต่อสิ่งที่เราเคารพนับถือ มีความหมายเสมือนหนึ่งว่าเราได้นำดอกบัวซึ่งถือว่า เป็นสัญญลักษณ์ของพันธุ์ไม้น้ำที่บริสุทธิ์ผุดผ่องมาเคารพบูชาผู้ที่เราไหว้และเมื่อผสมผสานการไหว้กับ การน้อมศีรษะเข้าด้วยกันยิ่งแสดงให้เห็นถึงระดับของการแสดงความเคารพให้เด่นชัดมากยิ่งขึ้นการยกมือ ไหว้จึงเป็นกิริยาที่งดงามแฝงไว้ด้วย ความหมายหลายนัย ดังที่ได้กล่าวไปแล้วและเป็นประเพณีของไทย ที่สมควรแก่การดำรงไว้ สืบไป

           ต่อไปนี้จะอธิบายถึงการยกมือไหว้ของนักดนตรีไทยก่อนที่จะเริ่มบรรเลงว่ามีความหมายอย่างไร    แต่ก่อนอธิบายจะขอเล่าถึงความหมายของคำว่า "ครู" เสียก่อนเพราะมีความเกี่ยวพันกับการไหว้อยู่มากที เดียว  สังคมของมนุษย์ในยุคแรกๆนั้นจะแบ่งแยกอาชีพกันค่อนข้างจะชัดเจน คือผู้ที่ร่างกายกำยำแข็งแรง ก็ทำหน้าที่ล่าสัตว์  เป็นทหารหรือทำงานที่ต้องใช้แรงงานมาก ผู้ที่อ่อนแอเช่นเด็กหรือผู้หญิงก็จะทำงาน เบาๆ หรืองานที่ปราณีตบรรจง เช่น การเย็บปักถักร้อย หรือหุงหาอาหารในหมู่บ้าน  ดังนั้นคนในยุคโบราณ จึงมีความรู้เฉพาะในเรื่องที่ตนถนัดเท่านั้น

          ต่อมาเมื่อสังคมมนุษย์ซับซ้อนมากขึ้นและความต้องการมีหลากหลายมากขึ้น จึงมีการแสวงหาความ รู้จากผู้อื่น โดยการไปช่วยทำงานกับผู้นั้นเช่น ถ้าอยากเป็นชาวประมงก็ต้องไปเรียนรู้กับผู้ที่มีความชำนาญ    ในการจับปลา ถ้าอยากล่าสัตว์ก็ต้องไปเรียนรู้กับนายพราน หรือถ้าอยากทำเครื่องถ้วยชามก็ต้องไปเรียนกับ ช่างปั้น ดังนี้เป็นต้น   ด้วยเหตุนี้คำว่า "ครู"  จึงเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกใน โลก คือเราเรียกผู้ที่สอนให้เรามีความ รู้ ความชำนาญในการทำมาหากินว่า "ครู"  สถานภาพของครูในยุคแรกๆนั้นมีความสำคัญและมีอำนาจค่อน ข้างสูง ทั้งนี้เพราะครูไม่จำเป็นต้องพึ่งศิษย์  ศิษย์ต่างหากที่ต้องพึ่งครู เพราะถ้าครูไม่สอนวิชาความรู้ให้ ศิษย์ก็จะไม่สามารถทำมาหากินในวิชาชีพ นั้นๆได้ เพราะยังไม่มีหนังสือหรือสื่อความหมายใดที่จะมาแทน การสอนโดยตรงจากครูได้  ตัวครูเองนั้นสามารถทำมาหากิน ได้ตามลำพังอยู่แล้วโดยไม่จำเป็นต้องมีศิษย์  มาช่วยการที่จะรับศิษย์หรือไม่จึงขึ้นอยู่กับความเอ็นดูเมตตาของครูเป็นส่วนตัว อำนาจการต่อรองของครูจึง อยู่เหนือศิษย์เสมอมา ศิษย์จึงต้องเคารพยำเกรงครูเสมือนพ่อแม่คนที่สอง สัมพันธภาพระหว่างครูกับศิษย์ จึงมีความแน่นแฟ้นและมีความผูกพันกันเสมือนญาติ

          ต่อมาสังคมมนุษย์เริ่มเปลี่ยนไป  โดยเกิดก้าวกระโดดที่สำคัญอันหนึ่งซึ่งทำให้ความสำคัญ ของคร ูเริ่มด้อยลงการเปลี่ยนแปลงนั้นก็คือการที่เริ่มใช้ "เงิน" เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน ที่ว่าเงินมีส่วนทำให้ ความสำคัญของครูเริ่มด้อยลงก็เพราะคนที่มีเงินไม่จำเป็นต้องไปเรียนรู้กับครูก็สามารถแสวงหาสิ่งที่ ต้องการได้แทบจะทุกอย่าง เช่น  อยากจะได้ปลาก็เอาเงินไปซื้อปลามา จากชาวประมง อยากได้เนื้อสัตว์หรือ ภาชนะเครื่องปั้นก็ไปซื้อหาได้ที่ตลาดไม่ต้องไปเรียนกับชาวประมงเรียนกับนายพรานหรือช่างปั้นให้ลำบาก อีกต่อไป เพียงหาเงินมาได้ก็สามารถได้ของที่ต้องการเสมอ  ครูยังคงมีความสำคัญกับศิษย์ก็เฉพาะในเรื่อง ที่ไม่สามารถหาซื้อ ได้เท่านั้น เช่น ความรู้และความสามารถทางด้านต่างๆ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็น นามธรรม มิใช่ รูปธรรม ไม่สามารถ แสวงหาได้จากตลาดขายสินค้า ใครอยากได้ก็ต้องไปเรียนรู้  และฝึกกับครูเอาเอง หากได้พบครูที่ดี ศิษย์ก็จะมีความประทับใจและระลึกถึงครู เป็นพิเศษ มีทั้งความรักและความเคารพอย่าง นอบน้อม เพราะครูเป็นผู้สอนให้เขาเหล่านั้นมีความรู้ความสามารถ ตามที่ต้องการแม้ว่าครูจะจากไป หรือ ล่วงลับไปแล้วศิษย์ก็ยังคงระลึกถึงครูอยู่เสมอทั้งนี้เพราะต้องใช้วิชาความรู้ที่ เรียนจากครูทำมาหากินอยู่ทุก วัน

          ด้วยเหตุนี้  จึงเกิดประเพณี "ไหว้ครู" ขึ้น ซึ่งมีหลายสาขาวิชาชีพเช่น นักรบ โหราศาสตร์ นาฏศิลป์ และ ดนตรี เป็นต้น  การไหว้ครูเป็นการแสดงออกถึงความเคารพและระลึกถึงครูเป็นการแสดงออกที่งดงาม และเป็นวัฒนธรรมอันดีงาม ที่มิได้มีในทุกประเทศทั่วโลก เป็นการแสดงความคารวะหรือเคารพในสิทธิ์ ของครูซึ่งแม้ว่าครูจะล่วงลับไปแล้วศิษย์ก็ยังมากราบไหว้ขอพร หรือขออนุญาตในเรื่องที่ครูสั่งสอน หรือ กำชับไว้ หากจะเปรียบเทียบกับปัจจุบันนี้ก็คือการสอน ให้รู้จักเคารพในสิทธิ์หรือลิขสิทธิ์ของผู้อื่นนั่นเอง ศิษย์ที่ดีจะไม่กล้าล่วงละเมิดหรือปฏิบัตินอกไปจากคำสั่งของครูและจะถือปฏิบัติตามคำสั่งของครูอย่าง เคร่งครัด

          ต่อมาเมื่อผู้เป็นศิษย์เริ่มจะทำหน้าแทนครูคือเริ่มสอนศิษย์รุ่นใหม่ก็จะสอนให้ศิษย์ของตนเคารพครู ของตนเองที่ได้ล่วงลับไปแล้วด้วย ด้วยเหตุนี้การไหว้ครูจึงมิได้มีความหมายเพียงการไหว้ครูที่สอนเรา อยู่ในปัจจุบันเท่านั้น หากแต่ไหว้รวมไปถึงครูของครู ๆ ๆ ๆ ย้อนขึ้นไปเรื่อยๆ หลายต่อหลายรุ่นด้วย การไหว้ครูจึงมีความหมายหลายนัยซึ่งพอจะสรุปได้เป็น 4 ความหมายคือ
1 ครูที่เป็นเทพฯ (หมายถึงครูของครูที่ได้ล่วงลับไปแล้วซึ่งนักดนตรีไทยถือว่าไปเป็น เทวดา) 
2 ครูที่อบรมสั่งสอนเราโดยตรง (หมายถึงครูที่รับเราเป็นศิษย์)
3 ครูที่แนะนำสั่งสอน (หมายถึงเพื่อนนักดนตรีด้วยกันที่ได้ชี้แนะความรู้แก่เรา)
4 ครูพักลักจำ (เป็นการเรียกเชิงอุปมา หมายถึงวิชาความรู้ที่เราจดจำหรือแอบเรียนรู้มาจากผู้อื่น)

          การไหว้ครูควรจะไหว้ให้ครบทั้งสี่ความหมายดังที่ได้กล่าวไปแล้ว คำว่าไหว้ให้ครบ คือ ตั้งใจระลึก ถึงครูทั้ง 4 ความหมายในขณะที่ทำพิธีไหว้ครู ระลึกถึงคุณความดี ระลึกถึงความเมตตาที่ครูได้สอนวิชา ความรู้ให้กับเรา  แม้คนที่เราแอบเรียนความรู้มาจากเขาเราก็ต้องขอบคุณ และขอสมาอภัยด้วยเป็นการสอน ให้รู้จักบุญคุณคนและ รู้จักเคารพในสิทธิ์ของผู้อื่น การไหว้ครูจึงมี ความหมายลึกซึ้งมากกว่าที่หลายคน เข้าใจ  ข้อสำคัญคือคงมิได้มีการสอนให้นักดนตรีรุ่นใหม่ๆ ได้เข้าใจความหมายของการไหว้ครูที่แท้จริง ดังนั้นนักดนตรีรุ่นใหม่จึงไม่ค่อยเข้าใจความหมาย ของการไหว้ครู และตั้งคำถามมาว่าไหว้ใครไหว้ทำไม ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว  คำตอบของคำถามนี้ก็ คือ นักดนตรีไทยจะยกมือไหว้ครูทั้งสี่ความหมายนี้ทุกครั้งที่ จะเริ่มบรรเลงหรืออยู่ในพิธีไหว้ครู ครับ ปัจจุบันนั้นศิษย์จำนวนมากอาจจะนึกว่าครูก็คือลูกจ้างที่รับเงิน ค่าสอนจากเรา หรือบางทีก็ นึกว่าครูเป็นเสมือน "โค้ช" ดนตรีไทยที่จะสอนให้เราแข่งขันชนะรางวัลในการ ประกวดดนตรี ตามที่ต่างๆ ดังนั้นจึงไม่เห็นความสำคัญ ของการยกมือไหว้ครูสักเท่าใด ที่สำคัญคือครูเอง บางทีก็ทำตัวเป็นลูกจ้างหรือเป็นโค้ชดนตรีไปด้วย มิได้ทำตนให้สมกับคำว่าครูจึงเป็นเหตุให้ความหมาย และสัมพันธภาพอันดีงามระหว่างครูกับศิษย์ที่มีมาแต่โบราณ ค่อยๆเปลี่ยนไปจนเป็นเหมือนสภาพที่เป็นอยู่ ในปัจจุบันนี้คือศิษย์ไม่ค่อยเคารพครูไม่เข้าใจความหมายของการไหว้ครู และ ถามกันด้วยความสงสัยว่า เวลาเรียนดนตรีเรายกมือไหว้ใคร??? ไหว้ทำไม ?????

ชนก สาคริก 
๒๓ พฤษจิกายน พ.ศ.๒๕๔๒