ดนตรีไทยเป็นศิลปชั้นสูงแขนงหนึ่งซึ่งอยู่คู่กับคนไทยมาตลอดประวัติศาสตร์ และถือว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าที่สืบทอดกันมาจนถึงทุกวันนี้เนื่องจากดนตรีไทยไม่มีการบันทึกเป็นตัวโน๊ต การเรียนดนตรีไทยจึงต้องเรียนด้วยการ "จำ" เท่านั้น โดยเรียน (ต่อเพลง) จากครู ซึ่งแหล่งที่สามารถจะศึกษาวิชาดนตรีได้ก็คือ ตามบ้านของขุนนางชั้นสูง ซึ่งในแต่ละบ้านจะมีวงพิณพาทย์เป็นของตนเองเพื่อเป็นการประดับบารมีผู้ที่จะเรียนวิชาดนตรีก็ต้องเข้ามาพักอาศัยอยู่ในบ้านนั้นเพราะการเรียนดนตรีต้องใช้เวลานานมากอาจจะเป็นเดือนหรือเป็นปีบางครั้งก็ต้องต่อเพลงกันตั้งแต่เช้าจนถึงดึกเมื่อศึกษาจนเล่นได้แล้วก็มักจะกลายเป็นนักดนตรีของบ้านนั้นๆต่อไปและในบางโอกาสบรรดาขุนนางทั้งหลายก็จะนำวงดนตรีของตนเองออกมาระชันกัน เพื่อแข่งกันว่า วงของใครจะมีฝีมือหรือ ทาง ดีกว่ากัน "ทาง" ในที่นี้หมายถึง แนวทำนองที่เล่นให้แปลกออกไปจากทำนองเดิมโดยยังคงยึดทางหลักหรือแนวทำนองเดิมเป็นหลักส่วนทางที่เปลี่ยนไปก็จะเรียกตามสถานที่ที่วงนั้นประจำอยู่เช่นทางอยุธยาคือวงที่มาจากอยุธยา หรือ ทางหลวงประดิษฐ์ก็เป็นทางที่ท่านเป็นผู้แปลงเอาไว้ เป็นต้น เมื่อแรกที่จะเข้ามาฝึกวิชาดนตรีนั้นผู้เรียนจะต้องนำดอกไม้ธูปเทียนมาบูชาครูเป็นขั้นตอนแรกแล้วครูก็จะเริ่มสอนด้วยการ จับมือให้ตีฆ้องวงใหญ่เพราะฆ้องเป็นเครื่องที่มีหน้าที่ทำทำนองหลักในขณะที่เครื่องอื่นๆกำลังเล่นทางกันอย่างสนุกสนานนั้นฆ้องวงใหญ่ก็ยังคงทำหน้าที่ทำทำนองหลักเรื่อยไปอย่างมั่นคงเพื่อที่เครื่องอื่นจะได้ไม่หลงทำนองยกเว้นในกรณีที่มีการ"เดี่ยว"ฆ้องจึงจะมีโอกาศได้เล่นทางกับเขาบ้างส่วนเพลงที่จะต่อให้เป็นเพลงแรกคือ สาธุการ ซึ่งถือว่าเป็นเพลงครู ในขณะที่มีการต่อเพลงหรือในการบรรเลง ไม่ว่าจะเป็นการซ้อมหรือบรรเลงจริง ทั้งครูและลูกศิษย์หรือผู้เล่นทุกคนต้องนั่งลงและใส่เสื้อให้เรียบร้อย เพราะถ้าถอดเสื้อใน ขณะเล่นจะถือว่าเป็นการไม่เคารพครูซึ่งเครื่องดนตรีไทยส่วนมากก็ได้ถูกออกแบบมาสำหรับที่จะต้องนั่งเล่นอยู่แล้วเมื่อเรียนไปได้ระยะหนึ่งจนมีความชำนาญและสามารถที่จะเล่นเพลงได้บ้างแล้วลูกศิษย์ทุกคน จะต้องเข้าพิธี "ครอบครู" โดยประธานหรือครูจะเป็นผู้ครอบหัวฤๅษี ซึ่งเป็นครูใหญ่ให้กับศิษย์ทุกคน เชื่อกันว่าเมื่อได้ผ่านพิธีครอบครอบครูนี้แล้วจะทำให้มี ความจำและความเข้าใจในการต่อเพลงดีขึ้น รวมทั้งศิลปินแขนงต่างๆ ก็ต้องมาเข้าพิธีนี้กันทุกคน ไม่ว่าจะเป็น คนรำ คนพิณพาทย์(นักดนตรี) หรือแม้แต่นักร้องนักแสดงสมัยใหม่ก็นิยมมาเข้าพิธีนี้เพื่อความเป็นศิริมงคลและความเจริญก้าวหน้าในอาชีพพิธีครอบครูนี้จะจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีๆละครั้งที่วัดพระพิเรนกรุงเทพมหานครหรือครูบางคนที่มีลูกศิษย์มากและเป็นครูที่มีชื่อเสียงก็อาจจะจัดพิธีไว้ครูเป็นการเฉพาะเช่น อาจารย์หม่อมคึกฤทธิปราโมทย์ ซึ่งได้จัดให้มีพิธีครอบครูที่บ้านของท่านเองเป็นประจำทุกปี เมื่อมีความชำนาญมากขึ้นแล้ว ก็จะต่อเพลงที่สูงขึ้นเป็นลำดับ ซึ่งเป็นเพลงชั้นสูง ต่างๆ เช่นเพลงตระต่าง ๆ จนถึงเพลง ตระเทพนิมิต ซึ่งใช้ในพิธีครอบครู ผู้เรียน ต้องเป็นผู้ที่มีอายุครบ 30 ปีขึ้นไป ผ่านการบวชเรียนมาแล้ว ในสมัยก่อนจะต้องได้ รับพระบรมราชานุญาตจากพระมหากษัตริย์ก่อนจึงจะต่อเพลงนี้ได้ ถึงแม้ว่าดนตรีไทยจะไม่ใช้ตัวโน๊ตสำหรับบรรเลง แต่ดนตรีไทยก็มีโน๊ตเหมือนดนตรีสากลทั่วไป เพียงแต่ดนตรีไทยมีแต่คีย์ เมเจอร์เท่านั้น คือ คีย์ C หรือ Am เพราะดนตรีไทยไม่มีชาร์ปหรือแฟลต เครื่องดนตรีไทย เครื่องดนตรีไทยแบ่งออกได้ตามหลักสากลคือ ดีด สี ตี เป่า ซึ่งมีเครื่องดนตรีหลัก ดังนี้คือ 1. เครื่องดีด ได้แก่ พิณ จะเข้ 2. เครื่องสี ได้แก่ ซอต่างๆ 3. เครื่องตี ได้แก่ ระนาด ฆ้อง กลอง ฉิ่ง 4. เครื่องเป่า ได้แก่ ปี่ชนิดต่างๆ ขลุ่ย สำหรับเครื่องตียังแบ่งออกได้เป็นเครื่องทำทำนองคือ ระนาด และฆ้อง และเครื่องประกอบจังหวะคือ กลองชนิดต่างๆ โหม่ง กรับ โดยมีฉิ่งเป็นเครื่องกำกับจังหวะ วงดนตรีไทย การที่จะนำเครื่องดนตรีประเภทต่างๆมาเล่นประกอบกันเพื่อให้เป็นวงนั้นได้กำหนดเอาไว้ว่าจะต้องประกอบด้วยเครื่องดนตรีอย่างน้อย 3 ประเภท คือ - เครื่องเป่า - เครื่องประกอบจังหวะ - เครื่องกำกับจังหวะ ( ฉิ่ง ) วงดนตรีที่มีขนาดเล็กที่สุดคือ วงสะระหม่า ประกอบด้วยปี่ชวา เป็นเครื่องเป่า กลองแขก เป็นเครื่องประกอบจังหวะ และฉิ่ง เป็นเครื่องกำกับจังหวะ ซึ่งมีเครื่องดนตรีครบทั้ง 3 ประเภท วงดนตรีไทยแบ่งได้เป็นประเภทต่าง ๆ ดังนี้คือ 1. วงเครื่องสายหรือวงมโหรี บรรเลงด้วยเครื่องสายเป็นหลัก มีกลองแขกเป็นเครื่องประกอบจังหวะ โดยมีขลุ่ยเป็นเครื่องเป่า ร่วมด้วยฉิ่งเป็นเครื่องกำกับจังหวะ มักใช้พิธีแต่งงานและงานมงคลต่างๆ 2. วงปี่พาทย์ สมัยก่อนเรียกว่า วงพิณพาทย์ เนื่องจากเคยใช้พิณเป็นเครื่องนำ ต่อมาใช้ปี่เป็นเครื่องนำแทนจึงเรียกว่า วงปี่ พาทย์ ถึงแม้ในบางครั้งจะใช้ขลุ่ยแทนปี่ ก็ยังคงเรียกว่า วงปี่พาทย์ ส่วนปี่ที่ใช้คือปี่ใน ซึ่งให้เสียงที่ดังและหนักแน่น ระนาด และฆ้องวงจึงต้องตีด้วยไม้แข็ง เพื่อให้ได้เสียงที่ดังสู้กับเสียงปี่ได้ แล้วจึงเรียก วงปี่พาทย์ นั้นว่า วงปี่พาทย์ไม้แข็ง ประกอบด้วย ปี่ใน ระนาดเอก ระนาดทุ้ม ฆ้องวงใหญ่ ฆ้องวงเล็ก มีเครื่องประกอบจังหวะคือกลองแขก กลองทัด ตะโพน มีฉิ่งเป็นเครื่อง กำกับ จังหวะ ส่วนวงปี่พาทย์ที่ใช้ขลุ่ยเป็นเครื่องเป่าแทนปี่ เรียกว่า วงปี่พาทย์ไม้นวม เนื่องจากระนาดและฆ้องตีด้วยไม้นวม เพื่อไม่ให้เสียงดังเกินเสียงขลุ่ยประกอบด้วย ขลุ่ย ระนาดเอก ระนาดทุ้ม ฆ้องวงใหญ่ ฆ้องวงเล็ก เครื่องประกอ[จังหวะคือ กลองแขก ใช้ตะโพนและกลองทัดในบางครั้ง มีฉิ่งเป็นเครื่องกำกับจังหวะ วงปี่พาทย์ไม้แข็งจะใช้บรรเลงสำหรับงานพิธีที่สำคัญและต้องการความขลังหรือศักดิ์สิทธิหรือใช้บรรเลงเพลงหน้าพาทย์ประกอบการแสดงโขนหรือเพลงโหมโรง เพราะวงปี่พาทย์ไม้แข็งจะให้เสียงที่หนักแน่น ขลังและมีพลัง ส่วนวงปี่พาทย์ไม้นวมจะใช้บรรเลงในงานรื่นเริงหรืองานมงคลต่างๆ เนื่องจากเสียงปี่มีระดับสูงกว่าเครื่องชนิดอื่น 1 ลูก (ลูก คือ โทนเสียง) ดังนั้นถ้าจะบรรเลงร่วมกันในวงเครื่องทำทำนองทุกชิ้นจะต้องทำเสียงให้สูงกว่าปกติ 1 ลูก เพื่อให้ได้เสียงที่เท่ากันกับเสียงปี่ เช่น เพลงลาวดวงเดือน ปกติจะบรรเลงในคีย์ C แต่เมื่อต้องมาบรรเลงร่วมกับปี่ จะต้องเปลี่ยนไปเล่นในคีย์ D ในขณะที่ปี่ก็ยังคงเล่นในคีย์ C เช่นเดิม ทั้งนี้เป็นเพราะการทำให้เกิดเสียงต่าง ๆ ของปี่นั้น ต้องมีวิธีการบังคับและวางรูปนิ้ว รวมถึงการบังคับลมให้แรงและค่อยเพื่อให้ได้เสียงต่างๆที่สมบูรณ์ ซึ่งเป็น เรื่องยุ่งยากและสลับซับซ้อน ถ้าจะให้ปี่เปลี่ยนเสียงลงมาให้เท่ากับเสียงของเครื่องชนิดอื่นทำให้เครื่องชนิด อื่นต้องทำเสียงให้สูงขึ้นไปให้เท่ากับเสียงปี่ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายกว่า เพราะสามารถทำได้ในขั้นตอนเดียว 3. วงปี่พาทย์มอญหรือปี่พาทย์นางหงส์ มีส่วนประกอบวงคล้ายวงปี่พาทย์ไม้แข็ง แต่เปลี่ยนจากฆ้องวงธรรมดามาเป็นฆ้องมอญ จึงเรียกว่า วงปี่พาทย์มอญหรือปี่พาทย์นางหงส์ เครื่องเป่าเปลี่ยนจากปี่ในเป็นปี่มอญซึ่งมีปากใหญ่เหมือนปากแตร ระนาด เอกและทุ้มยังคงเดิมและตีด้วยไม้แข็งเหมือนเดิม เพราะใช้ปี่คือปี่มอญเป็นเครื่องเป่า ส่วนเครื่องประกอบจังหวะเปลี่ยน จากตะโพนเป็นตะโพนมอญ ร่วมกับกลองแขก ตัดกลองทัดออกไป และเพิ่ม เปิงมางคอก เข้าไปแทน (เปิง เป็นเครื่องดนตรี ของชาว มอญและพม่า เหมือนกลองแขก แต่ตรงกลางจะป้อมกว่า มีประมาณ 10 ใบ แต่ละใบก็จะให้เสียงที่มีระดับสูงต่ำไม่เท่า กัน ตามขนาดเล็กและใหญ่ แขวนเรียงไว้ด้วยกันในคอก โดยเรียงจากเสียงต่ำทางซ้ายไปหาเสียงสูงทางขวา) เพลงที่บรรเลง ด้วยวงปี่พาทย์มอญนี้ มักเป็นเพลงที่มีสำเนียงออกไปทางมอญหรือพม่า ซึ่งส่วนมากจะเป็นเพลงที่มีทำนองเศร้าและโหยหวนจึงมักใช้วงปี่พาทย์มอญบรรเลงในโอกาสงาน ศพเท่านั้น เพลงมอญทั่วไปจะไม่มีโน๊ต ฟา (F) และเครื่องดนตรีที่เป็นของมอญโดยเฉพาะก็จะ ไม่มีตัวทำเสียง ฟา ด้วยเช่นกัน แต่ก็สามารถที่จะเล่นเพลงมอญได้ด้วยเครื่องไทยตามปกติ เพราะเพียงแต่ไม่ต้องทำเสียงฟา เท่านั้น แต่สำหรับเพลงไทยทั่วไปคงไม่สามารถที่จะเล่นด้วยเครื่องคนตรีมอญได้ดีนัก เนื่องจากเพลงไทยยังมีเสียงฟาอยู่ตามปกติแต่เครื่องมอญไม่สามารถทำเสียงฟาที่มีอยู่ในเพลงไทยได้ 4. วงมโหรีปี่พาทย์ไม้นวม เป็นการรวมกันระหว่างวงเครื่องสายหรือวงมโหรีกับวงปี่พาทย์ไม้นวมเดิม โดยมากมักเป็นวงที่ ใช้แต่ผู้หญิงเป็นผู้เล่น 5. วงสะระหม่า เป็นวงที่เล็กที่สุด ประกอบด้วยเครื่องดนตรีเพียง 3 ชิ้นคือ ปี่ชวา กลองแขกและฉิ่งซึ่งมีเครื่องดนตรีที่ประกอบกันครบทั้ง 3 ประเภทตามที่มีการบังคับไว้สำหรับการเป็นวงดนตรีคือ ปี่ชวาเป็นเครื่องเป่า กลองแขกเป็นเครื่องประกอบจังหวะ และฉิ่งเป็นเครื่องกำกับจังหวะ วงสะระหม่าใช้ บรรเลงเพื่อประกอบการแสดงศิลปการต่อสู้ป้องกันตนเอง เช่น ชกมวย หรือกระบี่กระบอง เป็นต้น จังหวะสำหรับดนตรีไทย ดนตรีไทยมีจังหวะที่แบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทคือชั้นเดียว (ไม่เรียกว่า 1 ชั้น) 2 ชั้นและ 3 ชั้น และมีลักษณะการตีกลอง ที่เรียกว่า หน้าทับ เช่นหน้าทับทะยอยเป็นต้นในแต่ละหน้าทับก็จะตีจังหวะไม่เหมือนกัน และแบ่งเป็นชั้นจังหวะตามจังหวะ ของเพลงด้วยเช่นกัน ซึ่งเพลงไทยทุกเพลงก็ได้ถูกกำหนดเอาไว้แล้วว่า เพลงนั้นๆเป็นเพลงกี่ชั้นและมีหน้าทับอะไรเช่น ลาวดวงเดือน ซึ่งปกติจะเป็นเพลง 2 ชั้นหน้าทับ ลาว กลองก็จะตีด้วยหน้าทับลาว 2 ชั้น หรือเต่ากินผักบุ้งเป็นเพลงชั้นเดียว หน้าทับทะยอย กลองก็จะตีด้วยหน้าทับทะยอยชั้นเดียวเป็นต้น เพลงไทยโดยทั่วไปจะเป็น เพลงในจังหวะ 2 ชั้นมาแต่เดิม แล้วจึงแปลงเป็นชั้นเดียวหรือ 3 ชั้นในภายหลัง แต่ อาจจะมีบางเพลงที่เป็นเพลงชั้นเดียวมาแต่เดิมเช่น เต่ากินผักบุ้ง เพลงเถา หมายถึงเพลงๆเดียวที่มีทำนองจังหวะครบทั้ง 3 ชั้นจังหวะ และจะเริ่มบรรเลงเพลงด้วยชั้นเดียว 2 ชั้น และ 3 ชั้นตามลำดับ แต่จะไม่แยกเล่นเพียงชั้นเดียวหรือ 3 ชั้นต่างหาก ส่วนที่เป็น 2 ชั้นก็มีบรรเลงกันเป็นปกติอยู่แล้วเช่น เพลง แขกมอญบางขุนพรหม เป็นเพลง 2 ชั้น และแขกมอญบางขุนพรหมเถา เป็นเพลงเถาซี่งต้องเล่นให้ครบทั้งเถาคือ ชั้นเดียว 2 ชั้น และ 3 ชั้นแล้วจบด้วย ลูกหมด ซึ่งเป็นทำนองเพลงช่วงสั้นๆ ในจังหวะชั้นเดียว มีจังหวะกระชั้นและเร่งเร้า ใช้บรรเลงหลังจากจบการบรรเลงเพลงปกติ เพื่อแสดงการจบของเพลง เพลงตับ หมายถึงเพลงในจังหวะ 2 ชั้นหลายเพลงนำมาเล่นรวมอยู่ในตับเดียวกัน เช่น ตับวิวาห์พระสมุทร ประกอบด้วย เพลง ตับวิวาห์พระสมุทร บังใบ และแขกสาหร่าย เป็นต้น เพลงโหมโรง หมายถึงเพลงชุดที่ใช้บรรเลงก่อนการแสดงหรือก่อนการมีกิจกรรมต่างๆ เช่น โหมโรงเย็น ซึ่งประกอบด้วย เพลง 12 เพลง เริ่มบรรเลงด้วยเพลงสาธุการและบรรเลงต่อไปจนจบครบทั้ง 12 เพลง ใช้บรรเลงก่อนที่จะมีการสวดมนต์เย็น หรือก่อนการแสดงลิเก เพื่อเป็นการประกาศว่ากำลังจะมีกิจกรรมต่างๆ เกิดขึ้นในเย็นวันนี้ เพลงหน้าพาทย์ คือเพลงที่ใช้บรรเลงประกอบท่ารำเช่นโขน ถือเป็นเพลงชั้นสูงคนไทยรับวัฒนธรรมทางดนตรีมาจากเพื่อนบ้านตั้งแต่สมัยโบราณมาแล้ว แล้วนำมาดัดแปลงจังหวะและทำนองจนเกิดความพอดีในรูปแบบศิลปของไทย แต่ก็ยังคงสำเนียง และเค้าเดิมเอาไว้เพื่อให้รู้ว่ามีเค้าเดิมมาจากที่ใดเช่น เชิดจีน มีสำเนียงจีน เขมรละออองค์ ก็มีสำเนียงเขมร เป็นต้น
|
แนะนำเครื่องดนตรีไทย
ซอสามสาย
ปรากฎหลักฐานจากจดหมายเหตุ ลาลูแบร์ (หน้า 30) ที่บันทึกไว้ว่า “….ชาวสยามมีเครื่องดุริยางค์เล็กๆ น่าเกลียดมาก มีสามสายเรียกว่า “ซอ” ….” ซึ่งชี้ให้เห็นว่าในสมัยกรุงศรีอยุธยาหรือก่อนนั้น มีซอสามสายและนิยมเล่นกัน และลักษณะรูปร่างของซอสามสายก็คงจะยังไม่สวยงามมากอย่างในปัจจุบันนี้ จนมาถึงยุคต้นของกรุงรัตนโกสินทร์ ในสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 สืบเนื่องมาจากที่พระองค์ท่านมีอัจฉริยะในทางด้านศิลปะ ต่างๆ เช่นทรงแกะสลักบานประตูพระวิหารวัดสุทัศน์เทพวรารามด้วย ฝีพระหัตถ์ของพระองค์เองอีกประการหนึ่ง พระองค์ท่านยังโปรดทรงซอสามสายเป็นอย่างยิ่ง จึงทำให้พระองค์ท่านได้ประดิษฐ์คิดสร้างซอสามสายได้ด้วยความประณีต งดงาม และเป็นแบบอย่างมาจนถึงปัจจุบันนี้
ส่วนต่างๆของซอสามสายมีชื่อเรียกดังนี้
(1) ทวนบน เป็นส่วนบนสุดของคันซอ คว้านด้านในให้เป็นโพรงโดยตลอด ด้านบนสุดมีรูปร่างเป็นทรงเทริด ทวนบนนี้ เจาะรูด้าน ข้างสำหรับใส่ลูกบิด 3 ลูก ด้านหน้าตรงปลายทวนตอนล่าง เจาะรูสำหรับร้อยสายซอ ที่สอดออกมาจากรัดอก หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า อกซอ ทวนบนนี้ทำหน้าที่คล้ายๆกับท่ออากาศ (Air column) ให้เสียงที่เกิดจากกะโหลกเป็นความถี่ของเสียง แล้วลอดผ่านออกมา ทางทวนบนนี้ได้
(2) ทวนล่าง คือส่วนของซอที่ต่อลงมาจากทวนบน ทำเป็นรูปทรงกระบอก และประดิษฐ์ลวดลายสวยงาม เช่นลงยาตะทอง ลงถมปัด ประดับมุก หรืออย่างอื่น เป็นการเพิ่มความวิจิตรงดงาม และเรียกทวนล่างนี้ว่า ทวนเงิน ทวนทอง ทวนมุก ทวนลงยา เป็นต้น ทวนล่างนี้สวมยึดไว้กับทวนบน และเป็นที่สำหรับผูก “รัดอก” เพื่อบังคับให้สายซอทั้ง 3 เส้นติดอยู่กับทวน นอกจากนั้นทวนล่าง ยังทำหน้าที่เป็นตำแหน่งสำหรับกดนิ้ว ลงบนสายในตำแหน่งต่างๆ
(3) พรมบน คือส่วนที่ต่อจากทวนล่างลงมา ส่วนบนกลึงเป็นลูกแก้ว ส่วนตอนล่างทำเป็นรูปปากช้างเพื่อประกบกับกะโหลกซอ
(4) พรมล่าง คือส่วนที่ต่อจากกะโหลกซอลงมาข้างล่าง ส่วนที่ประกบกับกะโหลกซอทำเป็นรูปปากช้าง เช่นเดียวกับส่วนล่างของ พรมบน ตรงกลางของพรมล่างเจาะรูด้านบนเพื่อใช้สำหรับเป็นที่ร้อย”หนวดพราหมณ์” เพื่อคล้องกับสายซอทั้งสามสายและ เหนี่ยวรั้งให้ตึง ตรงส่วนปลายสุดของพรมล่างกลึงเป็น “เกลียวเจดีย์” และตอนปลายสุดเลี่ยมด้วย ทองคำ หรือ ทองเหลืองเป็นยอด แหลม เพื่อที่จะปักกับพื้นได้ สะดวกยิ่งขึ้น คันซอสามสายทั้ง 4 ท่อนนี้จะมีลักษณะกลวงตลอด ยกเว้นพรมล่างตอนที่เป็นเกลียวเจดีย์ เท่านั้นที่เป็นส่วนที่ตัน เพราะต้องการ ความแข็งแรง ในขณะปักสีเวลาบรรเลง และคันซอทั้ง 4 ท่อนนี้ จะสวมไว้กับแกนที่สอดไว้กับ กะโหลกซอ
(5) ถ่วงหน้า ถ่วงหน้าของซอสามสาย เป็นอุปกรณ์ที่สำคัญ ติดอยู่ตรงหน้าซอ เพื่อควบคุมความถี่ของเสียง ทำให้มีเสียงนุ่มนวลไพเราะ น่าฟังยิ่งขึ้น
(6) หย่อง ทำด้วยไม่ไผ่ แกะให้เป็นลักษณะคู้ ปลายทั้งสองของหย่องคว้านเป็นเบ้าขนมครกเพื่อทำให้เสียง ที่เกิดขึ้นส่งผ่านไปยังหน้าซอมีความกังวานมากยิ่งขึ้น
(7) คันสี (คันชัก) คันสีของซอสามสาย ประกอบด้วยไม้และหางม้า คันสีนั้นเหลาเป็นรูปคันศร โดยมากนิยมใช้ไม้แก้ว เพราะเป็น ไม้เนื้อแข็ง และมีลวดลายงดงาม
ซอด้วง
เป็นซอสองสาย มีคันทวนยาวประมาณ 72 ซม คันชักยาวประมาณ 68 ซม ใช้ขนหางม้าประมาณ 120 – 150 เส้น กะโหลกของ ซอด้วงนั้น แต่เดิมใช้กระบอกไม้ไผ่มาทำ ปากกระบอกของซอด้วงกว้างประมาณ 7 ซม ตัวกระบอกยาวประมาณ 13 ซม กะโหลก ของซอด้วงนี้ ในปัจจุบันใช้ไม้จริง หรือ งาช้างทำก็ได้
 | แต่ที่นิยมว่าเสียงดีนั้น กะโหลกซอด้วงต้องทำด้วยไม้ลำเจียก ส่วนหน้าซอนิยม ใช้หนัง งูเหลือมขึง เพราะทำให้เกิดเสียงแก้วเกิดความไพเราะอย่างยิ่ง ลักษณะขอซอด้วง มีรูปร่างเหมือนกับซอของจีนที่เรียกว่า “ฮู – ฉิน “ (Huchin) ทุกอย่าง เหตุที่เรียกว่า ซอด้วง ก็เพราะมีรูปร่างคล้ายเครื่องดังสัตว์ เพราะตัวด้วงดักสัตว์ ทำด้วยกระบอก ไม้ไผ่เหมือนกีน จึงได้เรียกชื่อไปตามลักษณะนั้นนั่นเอง |
ซออู้
 | เป็นซอสองสาย ตัวกะโหลกทำด้วยกะลามะพร้าว โดยตัดปาดกะลาออกเสียด้านหนึ่ง และใช้หนังลูกวัวขึงขึ้นหน้าซอ กว้างประมาณ 13 – 14 ซม เจาะกะโหลกให้ทะลุตรงกลาง เพื่อใส่คันทวนที่ทำด้วยไม้จริง ผ่านกะโหลกลงไป ออกทะลุรูตอนล่าง ใกล้กะโหลก คันทวนซออู้นี้ ยาวประมาณ 79 ซม ใช้สายซอสองสายผูกปลายทวนใต้กะโหลก แล้วพาดผ่านหน้าซอ ขึ้นไปผูกไว้กับ ลูกบิดสองอัน ลูกบิดซออู้นี้ยาวประมาณ 17 –18 ซม โดยเจาะรูคันทวนด้านบน แล้วสอดลูกบิดให้ทะลุผ่านคันทวนออกมา และใช้เชือกผูกรั้งกับทวนตรงกลางเป็นรัดอก เพื่อให้สายซอตึง และสำหรับเป็นที่กดสายใต้รัดอกเวลาสี ส่วนคันสีของซออู้นั้นทำด้วย ไม้จริงยาวประมาณ 70 ซม ใช้ขนหางม้าประมาณ 160 - 200 เส้น ตรงหน้าซอใช้ผ้าม้วนกลมๆ เพื่อทำหน้าที่เป็นหมอนหนุน สายให้พ้นหน้าซอ ด้านหลังของกกะโหลกซอ แกะสลักเป็นรูปลวดลายสวยงาม และเป็นช่องทางให้เสียงออกด้านนี้ด้วย ซออู้มีรูปร่างคล้ายๆกับซอของจีนที่เรียกว่า ฮู – ฮู้ ( Hu-hu ) เหตุที่เรียกว่าซออู้ก็เพราะ เรียกตามเสียงที่ได้ยินนั่นเองซอด้วงและซออู้ ได้เข้ามามีบทบาทในวงดนตรีเครื่องสายตั้งแต่ปลายรัชกาลที่ 4 นี่เอง โดยได้ดัดแปลงมาจาก วงกลองแขกเครื่องใหญ่ ซึ่งมีเครื่องดนตรีที่ทำลำนำประกอบด้วย ซอด้วง ซออู้ จะเข้ ปละ ปี่อ้อ ต่อมาได้เอากลองแขก ปี่อ้อ อก และเอา ทับกับรำมะนา และขลุ่ยเข้ามาแทน เรียกวงดนตรีชนิดนี้ว่า วงมโหรีเครื่องสาย มีคนเล่นทั้งหมด 6 คน รวมทั้ง ฉิ่งด้วย |
ระนาดเอก
 | ระนาดเอกเป็นเครื่องตีชนิดหนึ่ง ที่วิวัฒนาการมาจากกรับ แต่เดิมคงใช้กรับสองอันตีเป็นจังหวะ ต่อมาก็เกิดความคิดว่า ถ้าเอากรับหลายๆอันวางเรียงราดลงไป แล้วแก้ไขประดิษฐ์ให้มีขนาดลดหลั่นกัน แล้วทำรางรองอุ้มเสียง และใช้เชือกร้อยไม้กรับขนาดต่างๆกันนั้นให้ติดกัน และขึงไว้บนรางใช้ไม้ตีให้เกิดเสียง นำตะกั่วผสมกับขี้ผึ้งมาถ่วงเสียงโดยนำมา ติดหัวท้ายของไม้กรับนั้น ให้เกิดเสียงไพเราะยิ่งขึ้น เรียกไม้กรับที่ประดิษฐ์เป็นขนาดต่างๆกันนั้นว่า “ลูกระนาด” เรียกลูกระนาดที่ผูกติดกันเป็นแผ่นเดียวกันว่า “ผืน” ลูกระนาดนี้ทำด้วยไม้ไผ่บง หรือไม้แก่น เช่นไม้ชิงชัน ไม้มะหาด ไม้พะยุงก็ได้ โดยนำมาเหลาให้ได้ตามขนาดที่ต้องการ แล้วทำรางเพื่ออุ้มเสียงเป็นรูปคล้ายลำเรือ ให้หัวและท้ายโค้งขึ้น เรียกว่า รางระนาด แผ่นไม้ที่ปิดหัวท้ายรางระนาดเราเรียกว่า “โขน” ระนาดเอกในปัจจุบันมีจำนวน 21 ลูก ลูกต้นมีขนาด 39 ซม กว้างราว 5 ซม และหนา 1.5 ซม มีขนาดลดหลั่นลงไปจนถึงลูกที่ 21 หรือลูกยอดที่มีขนาด 29 ซม เมื่อนำผืนระนาด มาแขวนบนรางแล้ว หากวัดจากโขนหัวรางข้างหนึ่งไปยังโขนหัวรางอีกข้างหนึ่ง จะมีความยาวประมาณ 120 ซม มีเท้ารอง รางเป็นเท้าเดี่ยว รูปคล้ายกับพานแว่นฟ้า |
ระนาดทุ้ม
 | เป็นเครื่องดนตรีที่สร้างขึ้นมาในรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นการสร้างเลียนแบบระนาดเอก ใช้ไม้ชนิดเดียว กันกับระนาดเอก ลูกระนาดทุ้มมีจำนวน 17 หรือ 18 ลูก ลูกต้นยาวประมาณ 42 ซม กว้าง 6 ซม และลดหลั่นลงมาจนถึงลูกยอด ที่มีขนาดยาว 34 ซม กว้าง 5 ซม รางระนาดทุ้มนั้นประดิษฐ์ให้มีรูปร่างคล้ายหีบไม้ แต่เว้าตรงกลางให้โค้ง โขนปิดหัวท้ายเพื่อ เป็นที่แขวนผืนระนาดนั้น ถ้าหากวัดจากโขนด้านหนึ่งไปยังโขนอีกด้านหนึ่ง รางระนาดทุ้มจะมีขนาดยาวประมาณ 124 ซม ปาก รางกว้างประมาณ 22 ซม มีเท้าเตี้ยๆรองไว้ 4 มุมราง |
ระนาดเอกเหล็ก หรือระนาดทอง
 | ระนาดเอกเหล็ก เป็นเครื่องดนตรีที่ประดิษฐ์ขึ้นในรัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ แต่เดิมลูกระนาดทำด้วยทองเหลือง จึงเรียกกันว่าระนาดทอง ในเวลาต่อมาได้มีการประดิษฐ์ลูกระนาดด้วยเหล็ก ระนาดเอกเหล็กมีจำนวน 20 หรือ 21 ลูก โดยวางไว้บนรางที่มีไม้ระกำวางพาดไปตามของราง หากไม่มีไม้ระกำ ก็อาจใช้ผ้าพันไม้แล้วนำมารองลูกระนาดก็ได้ ลูกต้น ของระนาดเอกเหล็กมีขนาด 23.5 ซม กว้างประมาณ 5 ซม ลดหลั่นขึ้นไปจนถึงลูกยอดที่มีขนาด 19 ซม กว้างประมาณ 4 ซม รางของระนาดเอกเหล็กนั้น ทำเป็นรูปสี่เหลี่ยม มีเท้ารองรับไว้ทั้ง 4 ด้านหรืออาจใส่ลูกล้อเพื่อสะดวกในการขนย้ายก็ได้ |
ระนาดทุ้มเหล็ก
 | ระนาดทุ้มเหล็กเป็นเครื่องดนตรีที่พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ในรัชกาลที่ 4 มีพระราชดำริให้สร้างขึ้น ลูกระนาดทำอย่างเดียวกับระนาดเอกเหล็ก ระนาดทุ้มเหล็กมีจำนวน 16 หรือ 17 ลูก ลูกต้นยาวประมาณ 35 ซม กว้างประมาณ 6 ซมและลดหลั่นลงไปจนถึงลูกยอดซึ่งยาวประมาณ 29 ซม กว้างประมาณ 5.5 ซม ตัวรางระนาดยาวประมาณ 1 เมตร ปากราง กว้างประมาณ 20 ซม มีชานยื่นออกไปสองข้างราง ถ้านับส่วนกว้างรวมทั้งชานทั้งสองข้างด้วย รางระนาดทุ้มเหล็กจะกว้าง ประมาณ 36 ซม มีเท้ารองติดลูกล้อ 4 เท้า เพื่อให้เคลื่อนที่ไปมาได้สะดวก ตัวรางสูงจากพื้นถึงขอบบนประมาณ 26 ซมระนาด ทุกชนิดที่กล่าวมานั้น จะใช้ไม้ตี 2 อัน สำหรับระนาดเอกทำไม้ตีเป็น 2 ชนิด ชนิดหนึ่งทำหัวไม้ตีให้แข็ง เมื่อตีจะมีเสียงดังเกรียวกราว เมื่อนำเข้าผสมวงจะเรียกว่า “วงปี่พาทย์ไม้แข็ง” อีกชนิดหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ประดิษฐ์ไม้ตีให้อ่อนนุ่ม เมื่อตีจะเกิด เสียงนุ่มนวล เวลานำระนาดเอกที่ใช้ไม้ตีชนิดนี้มาผสมวง จะเรียกว่า “วงปี่พาทย์ไม้นวม” |
ลักษณะไม้ตีระนาดมีดังนี้
(1) ไม้แข็ง ปลายไม้ระนาด พอกด้วยผ้าชุบน้ำรักจนแข็ง
(2) ไม้นวม ปลายไม้ระนาด ใช้ผ้าพันแล้วถักด้วยด้ายจนนุ่ม
(3) ไม้ตีระนาดทุ้ม ปลายไม้ระนาด ใช้ผ้าพันพอกให้โต และนุ่ม เพื่อตีให้เกิดเสียงทุ้ม
(4) ไม้ตีระนาดเหล็ก ปลายไม้ตีทำด้วยแผ่นหนังดิบ ตัดเป็นวงกลมเจาะรูตรงกลาง แล้วเอาไม้เป็นด้าม สำหรับถือมีขนาดใหญ่กว่าไม้ตีระนาดเอกธรรมดา
(5) ไม้ตีระนาดทุ้มเหล็ก ทำลักษณะเดียวกับไม้ตีฆ้องวง แต่ปลายไม้พันด้วยหนังดิบ เพื่อให้แข็งเวลาตี จะเกิดเสียงได้
ฆ้องวงใหญ่
 | เป็นเครื่องดนตรีที่คิดประดิษฐ์ขึ้นมาจากฆ้องเดี่ยว ฆ้องคู่ และฆ้องราว วงฆ้องใช้ต้นหวายโป่งทำเป็นร้าน สูงประมาณ 24 ซม ระหว่างหวายเส้นนอกกับหวายเส้นในห่างกันประมาณ 14 – 17 ซม ดัดให้โค้งเป็นวงรอบตัวคนนั่งตี เปิดช่องด้านหลังคนตีเป็น ทางเข้า ระยะห่างประมาณ 20 – 30 ซม วงฆ้องต้องดัดให้พอดีสำหรับคนเข้าไปนั่ง่ตีได้ไม่อึดอัด ลูกฆ้องวงหนึ่งมี 16 ลูก ลูกต้นวัดผ่านศูนย์กลางประมาณ 17 ซม อยู่ทางซ้ายมือด้านหลังผู้ตี ลูกยอดวัดผ่านศูนย์กลางประมาณ 12 ซม อยู่ทางขวามือ ด้านหลังผู้ตี ไม้ตีทำด้วยแผ่นหนังดิบ ตัดเป็นวงกลมเจาะกลางสอดด้ามไม้สำหรับถือ |
ฆ้องวงเล็ก
 | เป็นเครื่องดนตรีที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ มีขนาดย่อมกว่าฆ้องวงใหญ่ วัดจากขอบวงในด้านซ้ายมือ ถึงของวงในด้านขวา กว้างประมาณ 80 ซม เรือนฆ้องสูง 20 ซม ฆ้องวงเล็กมีทั้งหมด 18 ลูก ลูกต้นวัดผ่านศูนย์กลางประมาณ 13 ซม ลูกยอดมีขนาดประมาณ 9.5 ซม ใช้บรรเลงร่วมในวงปี่พาทย์ ในวงปี่พาทย์วงหนึ่งๆนั้น จะใช้ฆ้อง 2 วง คือ ฆ้องวงใหญ่ และ ฆ้องวงเล็ก |
ฆ้องมอญ  | ฆ้องมอญ เป็นฆ้องวงที่ตั้งโค้งขึ้นไปทั้งสองข้าง ไม่วางราบไปกับพื้นเหมือนกับฆ้องไทย วงฆ้องส่วนที่โค้ง ขึ้นไปนั้น แกะสลักเป็นลวดลายปิดทองประดับกระจกอย่างงดงาม ส่วนมากมักแกะเป็นรูปกินนร เรียกกันว่าหน้าพระ ตอนกลางโค้งแกะเป็นกระหนกใบเทศปิดทองประดับกระจกเช่นกัน มีเท้ารองตรงกลางเหมือนกับเท้าของระนาดเอก ฆ้องมอญวงหนึ่งๆมีจำนวน 15 ลูก สำหรับใช้บรรเลงในวงปี่พาทย์ รามัญ หรือปี่พาทย์มอญ วงฆ้องมอญมี 2 ชนิดเช่นเดียวกับฆ้องไทย คือมีฆ้องมอญใหญ่ และ ฆ้องมอญเล็ก |
ตะโพน  | ตะโพนเป็นเครื่องดนตรีที่ขึงด้วยหนัง ตัวตะโพนทำด้วยไม้สักหรือ ไม้ขนุน เรียกว่า “หุ่น” ขุดแต่งให้เป็นโพรงภายใน ขึ้นหนัง 2 หน้า ดึงด้วยสายหนังโยงเร่งเสียงเรียกว่า “หนังเรียด” หน้าใหญ่มีความกว้างประมาณ 25 ซม เรียกว่าหน้า “เท่ง” ติดหน้าด้วยข้าวสุกบดผสมกับขี้เถ้าเพื่อถ่วงเสียง อีกหน้าหนึ่งเล็กกว่ามีขนาดประมาณ 22 ซม เรียกว่า “หน้ามัด” ตัวกลองยาวประมาณ 48 ซม รอบๆขอบหนังที่ขึ้นหน้า ถักด้วยหนังที่ตีเกลียวเป็นเส้นเล็กๆ เรียกว่า “ไส้ละมาน” แล้วจึงเอาหนังเรียดร้อยในช่วงของไส้ละมานทั้งสองข้าง โยงเรียงไปโดยรอบจนมองไม่เห็นไม้หุ่น มีหนังพันตรงกลางเรียกว่า “รัดอก” ข้างบนรัดอกทำเป็นหูหิ้วและมีเท้ารองให้ ตัวตะโพนวางนอนอยู่บนเท้า ใช้ฝ่ามือซ้ายขวาตีได้ทั้งสองหน้า ใช้สำหรับบรรเลงผสมอยู่ในวงปี่พาทย์ ทำหน้าที่กำกับจังหวะหน้าทับต่างๆ ตะโพนนี้ ถือเป็นบรมครูทางดุริยางคศิลป์ นับว่าพระประโคนธรรพ เป็นครูตะโพน เมื่อจะเริ่มการบรรเลง จะต้องนำดอกไม้ธูปเทียน บูชาตะโพนก่อนทุกครั้ง และถือเป็นประเพณีสืบต่อกันมา เหตุที่ต้องกราบใหว้บูชาก็เพราะ ตะโพนเป็นเครื่องดนตรีที่บรรเลงร่วมกับ สังข์ บัณเฑาะว์ และ มโหระทึก ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีประจำองค์ของเทพเจ้า และสมมุติเทพ ดังนี้คือ สังข์ประจำพระองค์พระนารายณ์ และพระอินทร์บัณเฑาะว์ ประจำองค์พระอิศวร มโหระทึก เป็นเครื่องดนตรีบรรเลงประกอบพระอิศริยยศองค์พระมหากษัตริย์ ซึ่งถือเป็นสมมุติเทพส่วนตะโพนนั้นเป็นกลองที่พระคเณศได้เป็นผู้ตี เป็นคนแรก ดังนั้น ตะโพนเมื่อนำมาร่วมบรรเลงในวงปี่พาทย์ จึงถือเป็นบรมครู และทำหน้าที่กำกับหน้าทับต่างๆทั้งหมด
|
กลองแขก  | กลองแขกเป็นเครื่องดนตรีประเภทตีที่มีรูปร่างยาวเป็นรูปทรง กระบอก ขึ้นหนังสองข้างด้วยหนังลูกวัวหรือหนังแพะหน้าใหญ่ กว้างประมาณ 20 ซม เรียกว่า “หน้ารุ่ย” ส่วนหน้าเล็กกว้างประมาณ 17 ซม เรียกว่า“หน้าด่าน” ตัวกลองแขกทำด้วยไม้แก่น เช่นไม้ชิงชันหรือไม้มะริดการขึ้นหนังใช้เส้นหวายผ่าซีกเป็นสายโยง เร่งเสียง โยงเส้นห่างๆในปัจจุบันอาจใช้เส้นหนังแทนเนื่อง จากหาหวายได้ยาก กลองแขกสำหรับหนึ่งมี 2 ลูกลูกเสียง สูงเรียก “ตัวผู้” ลูกเสียงต่ำเรียก “ตัวเมีย” ตีด้วยฝ่ามือทั้งสองข้างให้สอดสลับกันทั้งสองลูก |
กลองทัด  | กลองทัดเป็นกลองสองหน้าขนาดใหญ่ขึ้นหน้าทั้งสองข้างด้วย หนังวัวหรือหนังควาย ตรึงด้วยหมุด หุ่นกลองทำจากไม้เนื้อแข็ง กลึงคว้านข้างในจนเป็นโพรง ป่องตรงกลางนิดหน่อยหมุดที่ตรึง หนังเรียกว่า”แส้”ทำด้วยไม้หรืองาหรือกระดูกสัตว์ตรงกลางหุ่น กลองมีห่วงสำหรับแขวน เรียกว่า “หูระวิง”กลองทัด มีขนาดหน้ากว้างเท่ากันทั้งสองข้าง วัดเส้นผ่าศูนย์กลางได้ประมาณ 46 ซม ตัวกลองยาวประมาณ 41 ซม กลองทัดมี 2 ลูก ลูกที่มีเสียงสูง ดัง “ตุม” เรียกว่าตัวผู้ และ ลูกที่มีเสียงต่ำตีดัง “ต้อม” เรียกว่าตัวเมีย ใช้ไม้ตี 1 คู่ มีขนาดยาวประมาณ 54 ซม |
ขลุ่ย
 | ขลุ่ยเป็นเครื่องดนตรีดั้งเดิมของไทย ทำด้วยไม้ไผ่ปล้องยาวๆ ไว้ข้อทางปลายแต่เจาะทะลุข้อย่างไฟให้แห้งแล้วตบแต่งผิวให้ ใหม้เกรียมเป็นลวดลายสวยงาม ด้านหน้าเจาะรูกลมๆเรียงแถวกัน 7 รู สำหรับนิ้วปิดเปิดเสียง ขลุ่ยไม่มีลิ้นเหมือนปี่ แต่เขาใช้ไม้อุด เต็มปล้อง แล้วปาดด้านล่างให้มีช่อง ไม้อุดนี้เรียกว่า “ดาก” ทำด้วยสไม้สักเพราะไม่มีขุยมาบังลม ด้านหลังใต้ดากลงมา เจาะรูเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า แต่ปาดตอนล่างเป็นทางเฉียงไม่เจาะ ทะลุตรงเหมือนรูด้านหน้า รูที่เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้านี้ เรียกว่า “รูปากนกแก้ว” ใต้รูปากนกแก้วลงมา เจาะรูอีก 1 รู เรียกว่า “รูนิ้วค้ำ” เพราะเวลาเป่า ผู้เป่าจะใช้หัวแม่มือค้ำปิดเปิดที่รูนี้ เหนือรูนิ้วค้ำด้าน หลัง และเหนือรูบนของรูด้านหน้าทั้งเจ็ดรู แต่อยู่ทางด้านขวา เจาะรูอีกรูหนึ่งเรียกว่า “รูเยื่อ” เพราะแต่ก่อนจะใช้เยื่อไม้ไผ่ปิดรูนี้ ต่อมาก็ไม่ค่อยได้ใช้ ตรงปลายเลาขลุ่ยจะเจาะรูให้ซ้ายขวา ตรงกันเพื่อร้อยเชื่อก เรียกว่า “รูร้อยเชือก” ดังนั้น จะสังเกตุว่า ขลุ่ย 1 เลา จะมีรูทั้งสิ้น 14 รู ขลุ่ยมีทั้งหมด 3 ชนิดคือ (1) ขลุ่ยหลีบ มีขนาดเล็ก ยาวประมาณ 36 ซม กว้างประมาณ 2 ซม
(2) ขลุ่ยเพียงออ มีขนาดกลาง ยาวประมาณ 45 – 46 ซม กว้างประมาณ 4 ซม
(3) ขลุ่ยอู้ มีขนาดใหญ่ ยาวประมาณ 60 ซม กว้างประมาณ 4 – 5 ซม
ต่อมามีผู้สร้างขลุ่ยกรวดขึ้นมาอีกชนิดหนึ่ง มีเสียงสูงกว่าขลุ่ยเพียงออ 1 เสียง ขลุ่ยกรวดใช้กับวงเครื่องสายผสมที่นำเอาเครื่องดนตรีฝรั่ง มาเล่นร่วมวง
|
ปี่
| ปี่ เป็นเครื่องดนตรีไทยแท้ๆ ทำด้วยไม้จริงเช่นไม้ชิงชันหรือไม้ พยุง กลึงให้เป็นรูปบานหัวบานท้าย ตรงกลางป่อง เจาะภายในให้กลวงตลอดเลา ทางหัวของปี่เป็นช่องรูเล็กส่วนทาง ปลายของปี่ ปากรูใหญ่ใช้ชันหรือวัสดุอย่างอื่นมาหล่อเสริมขึ้นอีกราว ข้างละ ครึ่งซม ส่วนหัวเรียก “ทวนบน” ส่วนท้ายเรียก”ทวนล่าง” ตอนกลางของปี่ เจาะรูนิ้วสำหรับเปลี่ยนเสียงลงมาจำนวน 6 รู รูตอนบนเจาะเรียงลงมา 4 รู เว้นระยะห่างเล็กน้อย เจาะรูล่างอีก 2 รู ตรงกลางของเลาปี่ กลึงขวั้นเป็นเกลียวคู่ไว้เป็นจำนวน 14 คู่ เพื่อความสวยงามและกันลื่นอีกด้วย ตรงทวนบนนั้นใส่ลิ้นปี่ที่ทำด้วย ใบตาลซ้อนกัน 4 ชั้น ตัดให้กลมแล้วนำไปผูกติดกับท่อลมเล็กๆที่ เรียกว่า “กำพวด” เรียวยาวประมาณ 5 ซม กำพวดนี้ทำด้วยทอง เหลือง เงิน นาค เหรือโลหะอย่างอื่นวิธีผูกเชือกเพื่อ ให้ใบตาลติดกับกำพวดนั้น ใช้วิธีผูกที่เรียกว่า “ผูกตะกรุดเบ็ด” ส่วนของกำพวดที่จะต้องสอดเข้าไปเลาปี่นั้นเขาใช้ถักหรือเคียน ด้วยเส้นด้าย สอดเข้าไปในเลาปี่ให้พอมิดที่พันด้ายจะทำให้เกิดความ แน่นกระชับยิ่งขึ้น ปี่ของไทยจัดได้เป็น 3 ชนิดดังนี้
(1) ปี่นอก มีขนาดเล็ก ยาวประมาณ 31 ซม กว้าง 3.5 ซม เป็นปี่ที่ใช้กันมาแต่เดิม
(2) ปี่กลาง มีขนาดกลาง ยาวประมาณ 37 ซม กว้างประมาณ 4 ซม สำหรับเล่นประกอบการแสดงหนังใหญ่ มีสำเนียงเสียงอยู่ระหว่าง ปี่นอก กับปี่ใน
(3) ปี่ใน มีขนาดใหญ่ มีความยาวประมาณ 41 – 42 ซม กว้างประมาณ 4.5 ซม เป็นปี่ที่พระอภัยมณีใช้สำหรับเป่าให้นางผีเสื้อสมุทร ขาดใจตายนั่นเอง
|
|