1. ตั้งชื่อที่คล้องจองเป็นคู่ๆ ได้แก่
| เพลงน้ำลอดใต้ทราย | คู่กับ | เพลงเดือนหงายกลางป่า | | เพลงแหวนประดับก้อย | คู่กับ | เพลงสร้อยทับถัน | | เพลงเทพบรรทม | คู่กับ | เพลงภิรมย์สุรางค์ | | เพลงรามัญรันทด | คู่กับ | เพลงกำสรดพสุธา | | เพลงจีนลั่นถัน | คู่กับ | เพลงจีนขวัญอ่อน | | เพลงไอยเรศชูงา | คู่กับ | เพลงไอยราชูงวง |
2. ตั้งชื่อจากการพิจารณาส่วนใดส่วนหนึ่งของบทร้อง หรือให้ครอบคลุมความหมายในบทร้องแต่ละตอน ได้แก่
เพลงการะเวก มาจากบทร้องที่ว่า "การเวกโผผินแล้วบินร่อน อยู่ในกลางอัมพรเวหน" (บทร้องเก่า)
เพลงต่อยรูป มาจากบทร้องที่ว่า "แววแววอยู่ข้างในจะใคร่รู้ ต่อยรูปออกดูจึงรู้จัก" (บทร้องเก่า)
เพลงนางครวญ มาจากบทร้องที่ว่า "โอ้ป่านฉะนี้พระพี่เจ้า จะโศกเศร้ารัญจวนหวญหา" (เพลงพระราชนิพนธ์ รัชกาลที่2)
3. ผู้ฟังเรียกชื่อเพลงตามบทร้อง
เพลงลาวดำเนินเกวียน เรียกชื่อใหม่ว่า เพลงลาวดวงเดือน ตามบทร้องที่ขึ้นต้นว่า "โอ้ละหนอดวงเดือนเอย"
เพลงเขมรกล่อมลูก เรียกชื่อใหม่ว่า เพลงเขมรไทรโยค ตามบทร้องที่ว่า "บรรยายความตามไท้เสด็จยาตร ยังไทรโยคประพาส พนาสนท์"
4. ตั้งชื่อตามสถานที่ที่มีความผูกพันกับผู้ประพันธ์เพลง
ได้แก่ เพลงโหมโรงประเสบัน เพลงแขกมอญบางช้าง เพลงแขกมอญบางขุนพรหม เพลงแขมรปากท่อ เพลงเขมรราชบุรี เพลงแขกปัตตานี เพลงแขกลพบุรี
5. ตั้งชื่อตามอากัปกิริยาของเทพยดา ได้แก่
เพลงเทพรัญจวน เพลงเทพบรรทม เพลงเทพนิมิต เพลงเทวาประสิทธิ์ เพลงเทวาประสาท เพลงประชุมเทวาราช เป็นต้น
6. ตั้งชื่อตามลักษณะของสี เช่น
เพลงแขกขาว เพลงแขกแดง เพลงฝรั่งแดง เพลงเขมรเขียว เพลงเขมรเหลือง เพลงดอกไม้ทอง เป็นต้น
7. ตั้งชื่อตามเหตุการณ์วิปริตของคน หรือ ธรรมชาติ เช่น
เพลงใบ้คลั่ง เพลงบ้าบิ่น เพลงขยะแขยง เพลงทะเลบ้า เพลงพม่าฉุน เพลงพม่าครึ้ม เพลงพม่าตระหนก เป็นต้น
8. ตั้งชื่อเพื่อให้เกิดความตลกขบขัน เช่น
เพลงแร้งกระพือปีก เพลงคุดทะราดเหยียบกรวด เพลงพม่าตลก เป็นต้น
9. ตั้งชื่อตามชื่อหรือลีลาของสัตว์ เช่น
เพลงอัศวลีลา เพลงมยุราภิรมย์ เพลงมฤคระเริง เพลงนกแก้วเขมร เพลงกลางทอง เพลงกาเรียนทอง เพลงจรเข้หางยาว เพลงค้างคาวกินกล้วย เป็นต้น
ปี่พาทย์ประกอบเทศน์มหาชาติ
การมีพระธรรมเทศนา ยิ่งเป็นการมีเทศน์มหาชาติด้วยแล้ว ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ เป็นที่สุดของการแสดงธรรม การบรรเลงปี่พาทย์ ในงานเทศน์มหาชาตินี้ น่าจะมีมาแล้วตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา และอาจจะเกิดขึ้นพร้อมๆกับการแต่งมหาชาติคำหลวง ในรัชสมัย สมเด็จ พระบรมไตรโลกนาด หรือรัชสมัยพระเจ้าทรงธรรมก็ได้ ดังโคลงบาทที่3 ของผู้มีนามว่า "รัตน" ว่า "บทหนึ่งประโคมคำ คำหนึ่งนับนา" จดหมายเหตุที่ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก โปรดให้มีมหาชาติ และมีพระบรมวงศานุวงศ์ เป็นเจ้าของกัณฑ์นั้น ก็มีความตอนหนึ่งกล่าวว่า "ครั้นจบลงกัณฑ์ใด ก็ศรัทธาสมโภชบูชา เสียงก้องโกลาหล มโหรีปี่พาทย์กลองแขกแตรสังข์ ทั้งพระคาถา พันและเรีองกัณฑ์"
เพลงปี่พาทย์ประจำกัณฑ์ (อย่างแบบหลวง)
สมเด็จพระะเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ ประทานดังนี้
| กัณฑ์ที่ 1 | ทศพร | 19 | คาถา | เพลงสาธุการ | | กัณฑ์ที่ 2 | หิมพานต์ | 134 | คาถา | เพลงตวงพระธาต | | กัณฑ์ที่ 3 | ทานกัณฑ์ | 209 | คาถา | เพลงพระยาโศก | | กัณฑ์ที่ 4 | วนปเวสน์ | 57 | คาถา | เพลงพระยาเดิน | | กัณฑ์ที่ 5 | ชูชก | 79 | คาถา | เพลงเซ่นเหล้า | | กัณฑ์ที่ 6 | จุลพน | 35 | คาถา | เพลงคุกพาทย์ | | กัณฑ์ที่ 7 | มหาพน | 80 | คาถา | เพลงเชิดกลอง | | กัณฑ์ที่ 8 | กุมาร | 101 | คาถา | เพลงโอดเชิดฉิ่ง | | กัณฑ์ที่ 9 | มัทรี | 90 | คาถา | เพลงทยอยโอด | | กัณฑ์ที่ 10 | สักกบรรพ | 43 | คาถา | เพลงกลม | | กัณฑ์ที่ 11 | มหาราช | 69 | คาถา | เพลงกราวนอก | | กัณฑ์ที่ 12 | ฉกกษัตริย์ | 39 | คาถา | เพลงตระนอน | | กัณฑ์ที่ 13 | นครกัณฑ์ | 48 | คาถา | เพลงกลองโยน |
เพลงไทยสากลที่ใช้ทำนองเพลงไทยเดิม
เพลงห่วงรัก คำร้อง แก้ว อัจฉรยะกุล เอื้อ สุนทรสนาน ทำนอง เพลงไทยเดิม "ห่วงอาลัย" เธอหรือจะมาตาม หรือความรักคงยังอยู่ดูสงสัย ไฉนเธอถึงได้กลับไจ ฉันใดถึงได้มีจิตติดตามมา เปรียบดังน้ำชาหลั่งไปฉันธารา สายชลไหลวนกลับป่า ใหลทวนขึ้นมาฝ่าแรงลม ไฉนเธอหรือจะมาตาม หญิงงามนั้นมีอยู่ดื่นชวนชื่นชม ตื่นตามาลีที่ยวนชวนดม เธอจะชม พรรณไม้ริมทางทำไม เธอหรือจะมาปอง คุ้มครองฉันไว้เป็นคู่ดูสงสัย ไฉนเธอถึงได้ถลัมใจ ฉันใดน้ำในเป็นอื่นกลับคืนคง โอ้ลมหนอลมโบกโบยพัดโชย ไม่ตรง เดี๋ยวเคียงสายลมบนส่ง พัดเวียนเป็นวงกลับวนมา ไฉนเธอหรือจะมาชม ลิ้นลมของเธอช่างพร่ำหวานคำสัญญา ตื่นตามาลี หน้านวลยวนตา ไยจะมาพะเน้าพะนอคลอเคลีย
เพลงหวงรัก คำร้อง สมศักดิ์ เทพานนท์ ขับร้อง ม.ร.ว. ถนัดศรี สวัสดิวัฒน์ ทำนอง เพลงไทยเดิม "ลาวเจ้าซู" ของของใครของใครก็ห่วง ของใครใครก็ต้องหวง ห่วงใยรักใคร่ถนอม ใครจะชิง ของใครใครยอม ถึงจนอดออม ไม่ยอมขายให้ใคร รักของใคร ของใครก็ห่วง รักใครใครก็ต้องหวงห่วงคนรักดั่งดวงใจ ใครจะยอม ยกไปให้ใคร รักใครก็ใคร ต่างหวงไว้ครองครอง เธอเป็นของรัก ของหวงที่ห่วงอาลัย เป็นดวงใจฉันจึงห่วงใย ใฝ่ปอง กายและใจของเราต่างเป็นเจ้าของ หากไม่คอยมองเดี๋ยวของ รักต้องหลุดลอยไป รักจริง ถึงห่วง ไม่ใช่หลอกลวง รักจริงถึงห่วงดวงใจ จะเป็นจะตาม ก็ไม่ยอมให้ใคร แม้ใครชิงแย่งไป ฉันยอมตายเอย
เพลงทะเลบ้า คำร้อง แก้ว อัจฉริยะะกุล ทำนอง เพลงไทยเดิม "ทะเลบ้า" นั่งคนเดียวพลัดคู่เพ้ออยู่ริมทะเล มองทะเลว้าเหว่ทวี แต่ได้ยินเสียงซ่านักว่าดวงฤดี มองก็มีนทีอันกว้างใหญ่ ไม่มีใครอยู่อีกเลยคู่เชยก็ไม่มา แล้วอะไรครืนซ่ามองหาอยู่ใหน ฟังแล้วยังก้องไป พาดวงในเวียนวน อ้อทะเลซัดซ่าร้องบ้าไปคนเดียว เออทะเลมิเปลี่ยวในจน ทุ่มตัวเองฟาดฝั่งคลุ้มคลั่งในกมล คงจะมีทุกข์ทนและหมองใหม้ ฟาดตัวเองอยู่ทำไม กลุ้มอะไรหนักหนา หรือทะเลเป็นบ้าผวาหวาดไหว ฟังแล้วยังกลุ้มใน พาอาลัยอาวรณ์ เสียงยังดังมา ทั้งวันเวลาทะเลบ้าแน่นอน รักคงราญรอน มิเป็นอันนอน เสียงดังไม่หย่อนสักวัน แม้รักเราอัปปางคงจีดจางร้างรา ฉันก็คงเป็นบ้าผวาเช่นนั้น คงวิกลเช่นกัน คงจะรำพันจนตาย
เพลงผู้ชายนะเออ คำร้อง สุรัฐ พุกกะเวส ทำนอง เพลงไทยเดิม "ขอมทรงเครื่อง" ผู้ชายมีหลายอย่าง มีท่ามีทางต่างกันสุดพรรณา ทุกคนล้วนแต่ร้อยเล่ห์กลจนรู้ท่า เริ่มเกี่ยวเกี้ยวพา ชอบหากำไรทุกที หากใครหลงในวจี เสียทีจักต้องเศร้าใน ผู้ชายมีหลายท่า ยามแรกเข้ามาพูดจาเกี้ยวพาดูเร็วไว พิศดูแล้วช่างแสนอดสูดูไม่ได้ ชอบเอาแต่ใจ ช่างไร้ความอายเหลือทน ผู้ชายนะเออชอบกล ทุกคนช่าวแปลกสิ้นดี ผู้ชายมีหลายเลห์ ในต่ำเกเรอุบายถ่ายเทพันทวี ใช้คำเพ้อพร่ำซ้ำให้หลงมิคงที่ แรกฝากไมตรีเสกสรรวจีหวานคำ แต่พอสมใจ เขาทำให้เราต้องพร่ำคร่ำครวญ
เพลงเถา เกิดขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ นับเป็นวิวัฒนาการที่สำคัญ ของคนไทย ลักษณะสำคัญของเพลงเถาสรุปได้ดังนี้ 1. เป็นเพลงที่มีอัตรา (ชั้น) ลดหลั่นกันตามลำดับ 2. เพลงที่ขับร้องหรือบรรเลงนั้นต้องมีไม่น้อยกว่า 3 อันดับ 3. ทุกอันดับจะต้องเป็นเพลงเดียวกันทุกอัตรา 4. เพลงที่ขับร้องหรือบรรเลงนั้น จะต้องขับร้องหรือบรรเลงติดต่อกัน จะมีทำนองเพลงหรือสิ่งใดมาแทรกไม่ได้ การบรรเลงเพลงเถานี้ โดยปกติจะบรรเลงเพลงอัตรา 3 ชั้น 2 ชั้น และชั้นเดียว แต่ถ้าจะบรรเลงกลับกันโดยเรียงลำดับเป็น ชั้นเดียว 2ชั้น 3 ชั้น ก็ได้ ดังที่ปรากฏในการบรรเลงเพลงเดี่ยวบางเพลง เพลงเถาอาจจะขึ้นต้นบรรเลงด้วยอัตรา 2 ชั้น ออกสู่อัตราชั้นเดียว แล้วจบลงด้วยอัตราครึ่งชั้นก็ได้ เช่น เพลงพันธุ์ฝรั่งเถา หรืออาจจะขึ้นต้นบรรเลงด้วยอัตรา 4 ชั้น แล้วลดเข้าสู่อัตรา 3 ชั้นจบลงในอัตรา 2 ชั้น เช่นเพลง เขมรไทรโยคเถา ของ หลวงประดิษฐ์ ไพเราะ(ศร ศิลปบรรเลง) หรืออาจจะเริ่มจาก 4 ชั้น แล้วลดลงไปตามลำดับ จบลงในชั้นเดียว เรียกว่า เพลงเถาใหญ่ หรือ เพลงเถาพิเศษ เช่นเพลงเขมรไทยโยค เถาใหญ่ เพลงพราหมณ์ดีดน้ำเต้า เถาใหญ่ ของหลวงประดิษฐ์ไพเราะ แต่ส่วนมากแล้ว เพลงเถาจะขึ้นต้น บรรเลงด้วยอัตรา 3 ชั้น แล้วไปจบลงที่ชั้นเดียว เพลงเถาบางเพลงอาจมาจากเพลงอัตราชั้นเดียวแล้วขยายขึ้นไปเป็น อัตรา 2 ชั้น จากนั้นขยายขึ้นไปอีกหนึ่งเท่าตัวเป็นเพลง 3 ชั้น ตัวอย่างเช่น การนำเพลงชื่อ ไส้เดือนฉกจวัก หรือนาคราช ซึ่งเป็นเพลงชั้นเดียว ขยายขึ้นเป็นเพลง 2 ชั้น แล้วเรียกชื่อใหม่ว่า เพลงนาคราชแผ่พังพาน แล้วยืดต่อขึ้นไปอีกเป็นอัตรา 3 ชั้นจนครบเป็นเพลงเถา หรือไส้พระจันทร์ เถา ซึ่งทั้งหมดเป็นผลงาน ของ หลวงประดิษฐ์ไพเราะ เพลงเถาบางเพลงเกิดขึ้นเป็นเพลง 3 ชั้นก่อน แล้วจึงย่อลงมาเป็นเพลง 2 ชั้น และชั้นเดียวจนครบเป็นเพลงเถา เช่น เพลงสุดสงวนเถา เพลงสาลิกาชมเดือน เถา และเพลงจะเข้หางยาว ทางสักวาเถา
|